
กฎเกณฑ์กรรมสาธุชน ควรศึกษา (ตอน ๔)
แต่หากจะพูดเรื่องการแก้กรรมตามแนววิธีในพระพุทธศาสนานั้น ก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แก้กรรมเก่าที่ทำไปแล้ว
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
แต่หากจะพูดเรื่องการแก้กรรมตามแนววิธีในพระพุทธศาสนานั้น ก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แก้กรรมเก่าที่ทำไปแล้ว การแก้กรรมที่เรียกว่า ปฏิกรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นการเลิกละกรรมชั่ว หันมาทำกรรมดี เรียกภาษาชาวบ้านว่า กลับตัวกลับใจ โดยมีสาระสำคัญ คือ ยอมรับความผิดพลาดที่ได้ทำไปแล้ว ละเลิกบาปอกุศล หรือการกระทำผิดพลาดเสียหายที่เคยทำมา เปลี่ยนไปทำกรรมดีแทน เพื่อก้าวสู่ความถูกต้องสมบูรณ์ ดังที่ปรากฏรูปแบบการแก้กรรม หรือ ปฏิกรรมในพระพุทธบัญญัติด้านวินัยอยู่ ๒ เรื่อง คือ
๑. อาปัตติปฏิกรรม ๒. ปวารณากรรม
ซึ่งทั้ง ๒ ข้อจะเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ จากข้อที่ ๑ อาปัตติปฏิกรรม คือ การทำคืนอาบัติ ข้อที่ ๒ ปวารณากรรม คือ การบอกเปิดโอกาสเชื้อเชิญให้ว่ากล่าวตักเตือน เป็นด้านวินัยบัญญัติเพื่อปฏิกรรมหรือการแก้ไข และในข้อที่ ๓ อัจจยเทศนา เป็นการแก้กรรมของทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ทรงเน้นย้ำให้บำเพ็ญปฏิกรรมที่มากับความสำนึกและสารภาพผิดที่เรียกว่า อัจจยเทศนา ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติในแบบแผนของอารยชน (อริยวินัย) โดยมีสาระสำคัญในข้อ ๓ อัจจยเทศนา ดังนี้:
“เมื่อใดก็ตาม ถ้ามีใครทำการละเมิด ล่วงเกิน เข้าใจผิด หรือทำอะไรไม่ดีต่อผู้อื่น ต่อมารู้ตัวหรือสำนึกได้ จะปฏิกรรมแก้ไขกลับตัว ก็ไปขอขมาอภัยเขา การแสดงความยอมรับหรือสำนึกผิดในการที่ตนได้ทำความผิดละเมิดหรือล่วงเกินผู้อื่น และมาบอกขอให้ยอมรับความสำนึกของตน เพื่อที่ตนจะได้ปฏิกรรม และสำรวมระวังต่อไปนั้น เป็นความงอกงามในอริยวินัย...”
นี่เป็นความสวยงามของพระพุทธศาสนาในเรื่องแก้กรรม (ปฏิกรรม) เพื่อการนำหลักกรรมมาพัฒนาคน ด้วยการให้เขาพัฒนาตนเองโดยให้รู้จักมีสำนึก แก้ไข เพื่อการกระทำดียิ่งขึ้น มิใช่กลัวว่าจะมีกรรม เลยไม่คิดทำอะไรเลย หรือมัวแต่ครุ่นคิดหม่นหมองใจ จนเสียใจ คับแค้นใจในความผิดของตน ให้จมอยู่กับอดีต เสริมซ้ำบาปอกุศล ไม่รู้จบ ไม่รู้สิ้น ที่สำคัญคือการรู้จักให้อภัยต่อผู้สำนึก นับเป็นความสวยงามบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์ ดังที่พระพุทธองค์ทรงประทานอภัยให้กับนายขมังธนูที่สำนึกบาป ด้วยถ้อยพระกถาอันไพเราะที่ทรงกล่าวว่า “... เพราะการที่เธอมองเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม เราจึงยอมรับโทษนั้นของเธอ การที่ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษ ‘แล้วปฏิกรรมตามธรรม’ ถึงความสังวรต่อไป ข้อนั้นเป็นความเจริญในอริยวินัยนี้...”
ขอเน้นย้ำพระกถาดังกล่าวในประโยคที่ว่า... แล้วปฏิกรรมตามธรรม หมายถึง แก้กรรมตามหลักธรรม มิใช่แก้กรรมแบบอธรรม อาศัยดิรัจฉานกถา ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้เพิ่มพูนโทษทุกข์ภัยมากขึ้น นอกจากไม่สามารถปฏิกรรมได้แล้ว ยิ่งสร้างกรรมชั่วเพิ่มพูนเข้าไปอีกด้วยความไม่รู้ มึนเมา งมงาย อย่างไร้สาระ เพราะขาดปัญญาชอบโดยธรรม
พระพุทธศาสนา นอกจากเป็นกรรมวาทีแล้ว ยังเป็นกิริยาวาทีและวิริยาวาที เรียกว่า ๓ วาที โดย
กรรมวาที หมายถึง เป็นผู้เชื่อเรื่องกรรม
กิริยาวาที หมายถึง เป็นผู้เชื่อการกระทำมีผล
วิริยาวาที หมายถึง เป็นผู้เชื่อว่าความพยายามเป็นสิ่งที่มีผล
การเชื่อเรื่องของกรรม (กรรมวาที) นั้น เพื่อศึกษาให้เข้าใจว่า กรรมเป็นอย่างไร กรรมมาจากไหน กรรมดับได้อย่างไร ทางดับกรรมเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์แห่งการเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดอันจะนำไปสู่ การทำกรรมให้สิ้นไป
สำหรับในส่วนกิริยาวาทีนั้น เป็นการศึกษาการกระทำและเป็นอันกระทำ เป็นการกระทำที่สามารถแก้ไขการกระทำกันเองได้ เพื่อปลูกสร้างให้เกิดความเห็นชอบ ความดำริชอบ จะได้นำไปสู่การปฏิบัติชอบให้เกิดการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ไปสู่จุดสูงสุด เพื่อผลอันชอบ ซึ่งหมายรวมเกี่ยวเนื่องถึงวิริยาวาที
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







