posttoday
ความฝันไม่ใช่ของยัดเยียด

ความฝันไม่ใช่ของยัดเยียด

13 มิถุนายน 2555

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หนูดีมีงาน Meet & Greet กับน้องๆ กลุ่ม Book Lover Club (Thailand) ในช่วงบ่าย ณ ห้องสมุดบ้านอารีย์ เป็นที่สนุกสนานเฮฮา ทั้งสำหรับแขกรับเชิญแบบหนูดี และพี่ๆ น้องๆ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มาร่วมงาน เพราะหนูดีได้แปลงตัวเป็น “อับดุล” คือ ถามได้ ตอบได้ ถามมาก็ตอบไปหมดทุกคำถามค่ะ แต่อันไหนไม่รู้จริงๆ สุดวิสัย ก็บอกไปตามตรง เช่น คำถามเรื่องสมองที่เกี่ยวข้องกับภาวะออทิสติก อันนี้ไม่กล้าตอบ เพราะเราไม่ได้เรียนมาโดยตรง ตอบได้เฉพาะที่เคยอ่านงานวิจัย แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่าคนที่เรียนเฉพาะสาขา แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น สมองทำงานอย่างไร เรียนอย่างไร เรียนต่ออะไรดี แถมเรื่อยไปถึงเรื่องการเงิน การลงทุน และการเป็นเกษตรกร เรื่องเหล่านี้เล่าได้จากประสบการณ์ตรง ยินดีแบ่งปันเสมอค่ะ

ในงานหนูดีได้พบน้องๆ หลายๆ คน ที่มาเพราะตั้งใจอยากปรึกษาเรื่อง “การเรียนต่อ” โดยเฉพาะการเรียนต่อด้านไหนดีที่ตรงกับใจเรา และไม่ทำร้ายจิตใจพ่อแม่ ...จนเกินไป

เป็นปรากฏการณ์ของโลกปัจจุบันไปเสียแล้วค่ะ ที่ลูกๆ กับพ่อแม่จะมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องที่หนูดีเห็นได้บ่อยที่สุดทุกวันนี้ก็คือ การที่ลูกและพ่อแม่จะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องสาขาที่ลูกเลือกเรียน

คนนอกแบบหนูดีเห็นแล้วยังรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจ แล้ว “คนใน” โดยเฉพาะเด็กๆ จะรู้สึกเจ็บปวดสักแค่ไหน หรือคนเป็นพ่อแม่จะต้องลำบากใจแค่ไหน กดดันแค่ไหน

เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน การอยู่บนทางสองแพร่งแบบนี้ไม่รู้จะเลือกเดินทางไหนที่จะถูกต้องที่สุด เพราะนาทีที่เลือกมันยังไม่มีบทสรุป และคำตอบจะมาถึง ว่าเราเลือกถูกหรือไม่ ก็เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว อาจจะจนเราเป็นผู้ใหญ่ทำงานไปหลายๆ ปีแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นนาทีที่จะเลือกหรือไม่เลือกอะไรนั้น... มันกดดันทั้งนั้น และกดดันทุกคนจริงๆ

ในวันงานมีน้องบางคนที่เมื่อเลิกงานแล้วเข้ามาร้องไห้กับหนูดี เพราะกำลังเป็นช่วงที่จะต้อง “เอ็น” จะต้องเลือกมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาที่จะเรียนต่อแล้ว แต่ยังตกลงกับคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร เพราะสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้น้องเลือกกับสิ่งที่น้องอยากเลือกเองนั้น มันคนละเรื่องกันเลย แถมน้องบางคนยังอยากได้ “Gap Year” หรือการมีโอกาสทำความรู้จักกับตัวเอง 1 ปี หรือครึ่งปี ด้วยการลองเดินทาง ลองฝึกงาน หรือลองไปเรียนคอร์สสั้นๆ เพื่อดูว่า แท้จริงแล้ว เราชอบอะไรกันแน่ แต่น้องบอกว่า ได้นำแนวคิดนี้ไปคุยกับพ่อแม่แล้ว และท่านบอกว่า “เปลืองเวลา” ส่วนน้องกลับมองว่าการ “หยุด” แล้วออกไปหาคำตอบ กลับเป็นการประหยัดเวลาต่างหาก เพราะแทนที่จะต้องเรียนสิ่งที่ไม่ใช่ไป 4 ปี เสียเงิน เสียเวลา แต่ถ้าน้องค้นพบได้ก่อน ก็จะได้พุ่งไปเรียนสิ่งที่ชอบอย่างแท้จริง ได้มีความสุขเต็มๆ 4 ปี แถมได้ทำงานที่รักอีกด้วย

การมีเวลาว่างออกมาจากระบบการศึกษาที่ทำให้เราหัวหมุนไปด้วยการสอบ การติว และการทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อนๆ นั้น หนูดีว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะการได้ไปฝึกงานที่เรา “คิดว่า” เราชอบ เพราะงานบางอย่างภายนอกดูสวยหรู แต่พอได้ไปฝึกงานจริงๆ แล้ว อาจต้องนอนดึก กลับบ้านไม่เป็นเวลา เพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก ฯลฯ การไปเห็นจริง ฝึกจริง “ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย” จะเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องของเรา แต่หนูดีก็เข้าใจว่าการมี Gap Year ก็อาจไม่ใช่สำหรับทุกคน

ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่อาจจะทดแทนได้ ก็เช่น การได้มีกิจกรรมต่างๆ หลากหลายตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะได้มีเวลาเห็น มีเวลาคิด หรือบางครั้งการได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ไปในประเทศใหม่ๆ ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้เด็กบางคนได้แนวคิดว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไรได้มากขึ้น

ในวันงานมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งถามหนูดีทางไมโครโฟนว่า พ่อแม่อยากให้หนูเลือกเรียนเป็นทันตแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่หนูไม่อยากเรียน และตอนนี้พ่อแม่ก็เปลี่ยนใจอีกแล้ว ตอนนี้อยากให้หนูเรียนเป็นนักบินมากกว่า ฟังแล้วงงๆ ว่าคุณพ่อคุณแม่ไปปรึกษากันมาอย่างไร ทำไมสองอาชีพที่เลือกให้ลูกถึงแตกต่างกันจัง แถมที่สำคัญลูกไม่ชอบทั้งสองแบบเลยด้วย หนูดีก็เลยถามกลับไปว่า แล้วน้องเองแท้จริงแล้วในใจอยากเรียนอะไรคะ ถึงแม้คิดว่าน้องยังเด็กมาก อาจไม่มีคำตอบแน่ชัดตายตัว แต่อย่างน้อยน้องอาจมีคำตอบคร่าวๆ ในใจ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น คือ น้องบอกว่าคิดว่าอยากเรียนอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะ แฟชั่น และธุรกิจ แต่พ่อแม่คิดว่า ไม่มั่นคง

พอดีมีน้องผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่หน้าสุด และเธอมีกระเป๋าผ้าของแบรนด์หนึ่งที่ชาวไต้หวัน จีน ฮ่องกง ฯลฯ คลั่งไคล้มาก เป็นผ้าลายดอก ลายตาราง อักษรย่อ N. ที่มีช็อปเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก เจ้าของเป็นหญิงไทย หนูดีเลยขอให้น้องคนนั้นลุกขึ้นยืนแล้วถือกระเป๋าให้ทุกคนในห้องเห็นกันชัดๆ แล้วหนูดีขอถามว่า “ให้ลองทายดูว่ากระเป๋าผ้าหน้าตาง่ายๆ แบบนี้ เจ้าของแบรนด์เริ่มต้นเองจากศูนย์ ตอนนี้ยอดขายของปีนี้เท่าไรคะ” (เรื่องนี้บังเอิญรู้เพราะน้องหนูหวานเรียนแฟชั่นดีไซน์ และน้องเล่าให้ฟังค่ะ) คำตอบคือ “ปีละ 800 ล้านบาท” ทำเอาฮือฮากันไปทั้งห้อง ซึ่งหนูดีไม่ได้จะเชิดชูหรือดูถูกอาชีพไหน แต่แค่อยากชี้ให้เห็นว่าคนเรียนแฟชั่นหรือศิลปะก็รวยได้ และอะไรจะมั่นคงไปกว่าการมีเงินเก็บและมีอิสรภาพทางการเงิน ที่สำคัญอาชีพที่พ่อแม่คิดว่ามั่นคงนั้น ทราบไหมคะว่าหมอฟันมีความเสี่ยงทางวิชาชีพสูงนะคะ เพราะนั่งท่าเดิมๆ ทั้งวันๆ เสี่ยงกระดูกคอเสีย และอาชีพนักบินนั้น เครื่องตกหนเดียวก็จบแล้ว

พูดถึงตรงนี้ ผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆ น้อง ขอไมค์ไป และพูดทั้งน้ำตาว่า “วันนี้พาน้องสาวมา อยากให้ฟังพี่หนูดี และเลือกให้ถูก เพราะหนูเป็นพี่สาวของเขา และโดนพ่อแม่บังคับไปแล้ว ทุกวันนี้ทำงานด้วยความทุกข์ เคยอยากเรียนแฟชั่น แต่มันก็สายไปแล้ว ทำงานไปก็คิดไปทุกวัน” หนูดีฟังแล้วน้ำตาอยากจะไหลไปด้วย ขนาดเราเป็นคนนอกยังรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเหลือนิดเดียว

คุณพ่อคุณแม่คะ ก่อนมีลูกอยากให้คุณได้ลองทำฝันตัวเองให้เป็นจริงก่อน อย่ามีลูกเป็นตัวแทนของสิ่งที่คุณมีไม่ได้ ทำไม่ได้ และเอาความฝันตกค้างของคุณมายัดเยียดให้ลูก ความฝัน...เป็นสมบัติของใครของมัน แบ่งปันเล่าให้กันฟังได้ เป็นแรงบันดาลใจให้กันได้ แต่บังคับมอบให้กันมันทำไม่ได้ หน้าที่พ่อแม่คือช่วยลูกเปิดห่อของขวัญที่ลูกมีติดตัวมาร่วมกันไปกับเขา ไม่ใช่การเอาของขวัญที่เราคิดว่าดีไปบังคับมอบให้เขา ทั้งๆ ที่เขาอาจไม่อยากได้เลย แบบนี้ช้ำทั้งสองฝ่ายค่ะ ทั้งฝ่ายไม่อยากได้และฝ่ายถูกปฏิเสธ พ่อแม่รักลูกทุกคน แต่ความรักต้องมาพร้อมความ “เข้าใจ” ถึงจะเป็นรักที่ไม่ทำร้ายกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ