
ความเชื่อกับความเชื่อมั่น
ความเชื่อกับความเชื่อมั่น มันสามารถสร้างให้ฝันของเราเป็นจริงได้จริงหรือ?
โดย...ปู โลกเบี้ยว
ความเชื่อกับความเชื่อมั่น มันสามารถสร้างให้ฝันของเราเป็นจริงได้จริงหรือ?
หลายคนต้องการที่พึ่งในยามที่ท้อแท้และต้องการแรงบันดาลใจ หากมีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนให้กำลังใจก็จะได้ในสิ่งที่ปรารถนาได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่มีส่วนใหญ่ก็จะหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าทั้งหลายทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันเลย ขอให้ได้บนบานศาลกล่าวไว้ก่อนก็สบายใจแล้ว หรือพวกไสยศาสตร์มนต์ดำ โหราศาสตร์หมอดูหมอเดากันไป
สมัยนี้คนชอบหันไปพึ่งพาโหราศาสตร์กันมากกว่าคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวซะอีก ในความเป็นจริงแล้วคนใกล้ตัวนั้นแหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา แต่เราก็มักจะมองข้ามผ่านไป แล้วไปใส่ใจหรือเชื่อคนนอกมากกว่า คนที่ใกล้ชิดคลุกคลีกับเราน่าจะเป็นคนที่เข้าใจเรามากกว่าคนอื่นๆ รู้ทุกอย่างของการเคลื่อนไหวหรือการกระทำของเรา คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนในครอบครัวไม่ใช่หรือ? แล้วความจริงใจ ความหวังดี ระหว่างของคนกันเองกับคนนอกบ้านน่ะ อย่างไหนมากกว่ากันล่ะ
บางคนคงกำลังเถียงในใจว่าไม่จริง อยู่กับคนนอกบ้านสบายใจกว่าเยอะ นั่นก็เป็นเพราะว่าต่างคนต่างไม่ให้ความสำคัญกันเองหรือมองข้ามคนใกล้ตัวไง แล้วไปให้ความสำคัญเห็นอกเห็นใจคนนอกบ้านซะงั้นแหละ หรือเพราะความเหงาไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ไม่มีใครอยู่ให้เป็นที่พึ่ง พ่อไปทาง แม่ไปทาง หรือพ่อแม่มัวแต่ต้องหาเงินเลี้ยงลูก ลูกเลยหันไปพึ่งพาเพื่อนและยาเสพติดยังไงล่ะ นั่นแหละนะ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเองอีกนั่นแหละ เจ้าน้องตัวดีของปูเคยบอกไว้ว่าอย่าไปเที่ยวโทษใครเลย อย่าโทษเพื่อนเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเราทำ การกระทำของเราต่างหาก ถ้าเราใจแข็ง ไม่เอา ไม่เล่นด้วยซะอย่าง ใครจะไปทำอะไรได้ล่ะ ชิมิ
บางทีคนในครอบครัวหรือพ่อแม่ก็รังแกฉันได้เหมือนกันนะ ตามใจจนเสียคน ปรนเปรอจนกลายเป็นพึ่งพาตัวเองไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ชอบคิดว่าตัวเองไม่มี ไม่เคยได้ ลูกที่เกิดมาต้องมี ต้องได้ เลยมักจัดเต็มจ่ายหนักจนลูกแทบจะเป็นง่อยอยู่แล้ว ทำอะไรไม่เป็นแม่ก็ทำให้ ขอแค่เรียนให้เด่นให้ดังให้พ่อให้แม่ได้หน้าบานเป็นพอแล้ว เป็นไงล่ะ คุณพ่อคุณแม่เจ๊ดันป๋าดันโดนหลอกไปกี่รายแล้ว ยอมจ่ายเต็มที่ให้พวกหมา เฮ้ย! แมวมองช่วยฉุดกระชากลากเข้าวงการบันเทิง อยากให้ลูกเด่นดัง สุดท้ายก็โดนเขาหลอก
อย่างข่าวคุณครูแอนไง ที่หลอกผู้ปกครองเด็กให้จ่ายเงินเพื่อดำเนินการพาเด็กๆ ออกทีวี พาเด็กๆ ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ สุดท้ายก็ได้แค่ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นอัลบั้มและไปทัวร์ต่างประเทศ คุณครูซื้อให้แค่ตั๋วเครื่องบินถูกๆ กับที่พัก ต้องหากินกันเอาเอง และได้ไปเยี่ยมชมแค่หน้าโรงเรียนในต่างประเทศเขาเท่านั้น เข้าไปก็ไม่ได้ เพราะไม่มีการติดต่อจริง นี่ขนาดเป็นคุณครูนะเนี่ยยังเชื่อใจไม่ได้เลย
นี่ไงพ่อแม่ส่วนใหญ่จึงเลือกสรรที่จะนำพาลูกของตัวเองให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ มีสิ่งแวดล้อมดีๆ จะได้ช่วยส่งเสริมให้ลูกของตัวเป็นคนดีเด่นดังไปด้วยไง พอถึงฤดูการโยกย้ายที่เรียน พ่อแม่และตัวเด็กๆ ก็ทัวร์บนบานศาลกล่าวมันทุกที่ที่เขาว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ลูกสอบได้ จับสลากได้ หรือไม่ก็ต้องเตรียมเงินแป๊ะเจี๊ยะบำรุงโรงเรียนเอาไว้ให้เยอะๆ หรือเข้าไปพึ่งพาผู้มีอำนาจบารมี
มีพี่คนหนึ่งเขาอยากให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นของรัฐบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ลูกสอบเข้าไม่ได้ แม่ก็ไม่มีเงินบำรุงโรงเรียน ต้องไปลุ้นด้วยการจับสลากวัดดวงเอา วิ่งบนบานหลายที่แล้วแต่ไม่มั่นใจมาหาปู ไอ้ปูดูดวงลูกเขาแล้วมันลูกเทวดาชัดๆ เอาแต่ใจและขี้เกียจบรรลัยเลย แต่จังหวะของดวงชะตาเด็กเขาดี ปูก็บอกแม่เขาไปว่า ไอ้เจ้าหลานตัวดีเนี่ยมันทำตัวของมันเองแท้ๆ ขี้เกียจเรียน ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบเล้ย
แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยควรสอนให้เขาเป็นเด็กกตัญญู รักพ่อรักแม่ เผื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้เขาหลงผิด เกรงกลัวต่อบาปบ้าง เลยแนะนำไปว่าคุณแม่ต้องให้กำลังใจลูกนะ เพราะลูกเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองมาก ถ้าผิดหวังจะจิตตกอย่างแรง ก่อนออกจากบ้านไปจับสลากน่ะ ให้เขากราบแม่งามๆ ขอพรจากแม่ แม่ให้กำลังใจลูก และให้ลูกใส่เสื้อผ้า (เสื้อชั้นใน กางเกงใน และผ้าเช็ดหน้า) สีตามธาตุที่เกื้อกูลตัวเขา
ปรากฏว่าเด็กมันจับสลากได้เข้าเรียนสมใจคุณแม่ ดีใจกันยกใหญ่ต้องไปแก้บนกันอีกระลอก ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะความเชื่อ หรือความเชื่อมั่น หรือความบังเอิญ บวกกับจังหวะดวงชะตาของไอ้เจ้าเด็กนี่ดีก็ไม่รู้นะ
แต่ที่แน่ๆ ปูน่ะเสียดายเงินที่ต้องเอาไปแก้บนน่ะ แทนที่จะเอาเงินเหล่านั้นมาเป็นค่าเรียนพิเศษเสริมให้ลูกได้พัฒนาตัวเอง เก่งเพราะวิชาความรู้จะดีกว่าไหม...







