
พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง ตอน 3
โลกทั้งผองพี่น้องกัน : กระบวนทัศน์เพื่อสันติภาพ
โดย...ว.วชิรเมธี
โลกทั้งผองพี่น้องกัน : กระบวนทัศน์เพื่อสันติภาพ
ท่ามกลางคำสอนมากมายของพระพุทธองค์ คำสอนเรื่อง “เมตตา” คือ การมีไมตรีจิต หรือการมองคนทั้งโลกว่าเป็นเพื่อนสนิทมิตรที่รักของเรานั้น นับว่าเป็นคำสอนที่โดดเด่นมาก คำสอนเรื่องเมตตา เป็นคำสอนเพื่อสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง และคำสอนเรื่องเมตตาหรือความรักที่แท้นี้ พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้เรามีเฉพาะกับคนด้วยกันเท่านั้น หากแต่ทรงสอนให้เราจงมีเมตตาหรือไมตรีต่อทั้งคน เทวดา อมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน รวมถึงสรรพชีพ (สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มองไม่เห็น) สรรพสัตว์ (สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มองเห็น) ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
คำว่า “เมตตา” กับคำว่า “มิตร” เป็นคำที่มีรากศัพท์เดียวกัน มีความหมายเหมือนกัน “เมตตา” แปลว่า มีเยื่อใยต่อกัน มีไมตรีต่อกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน “มิตร” ก็คือคนที่มีความรู้สึกเยื่อใยต่อกัน ปรารถนาดีต่อกัน เห็นอกเห็นใจกันหวังประโยชน์สุขต่อกัน
ในพระสูตรชื่อ กรณียเมตตสูตร หรือเมตตาสูตร พระพุทธองค์ทรงสอนให้มนุษยชาติมีความรักความปรารถนาดีมีไมตรีต่อกันดังหนึ่ง “มารดารักบุตรของตน” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “จงรักคนอื่นดังมารดารักบุตรของตน” ก็ได้
ในหลักธรรมชื่อ “พรหมวิหารธรรม” พระพุทธองค์ทรงสอนให้พุทธสาวกรวมทั้งชาวพุทธและมนุษยชาติทั่วโลกมองกันและกัน อยู่ร่วมกันและกัน คบหากันและกัน ด้วยจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตากล่าวคือ มองไปทางไหนก็ตาม ก็ขอให้กอปรไปด้วยความรู้สึกว่า ทุกคน ทุกชีวิต ล้วนแล้วแต่เป็นมิตรของเรา เป็นญาติของเรา เป็นสหายของเรา เป็นเพื่อนร่วมเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเดียวกันกับเรา เป็นเพื่อนร่วมกฎแห่งกรรมเช่นเดียวกันกับเรา เรารักสุข เกลียดทุกข์ กลัวความตาย หวั่นไหวต่ออาชญาอำนาจ ฉันใด เขาเหล่านั้น สัตว์เหล่านั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ก็รักสุข เกลียดทุกข์ กลัวความตาย หวั่นไหวต่ออาชญา/อำนาจ เช่นเดียวกันกับเราฉันนั้น
ดังนั้น เราจึงไม่ควรทำร้ายใคร ไม่ควรเกลียดใคร ไม่ควรเข่นฆ่าราวีใคร ทั้งด้วยตนเองและด้วยการสั่งให้คนอื่นลงมือทำ
การปฏิบัติตามหลักพรหมวิหารธรรมที่ชื่อว่าเมตตานี้ ในระดับสูงสุดทรงแนะนำให้แผ่ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีนี้ออกไปอย่างกว้างไกลไร้พรมแดน (อัปปมัญญา) โดยปราศจากการแบ่งแยกเป็นเขา เป็นเรา เป็นคนที่ตนรัก เป็นคนที่ตนชัง หรือแม้กระทั่งเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเทวดา แต่ทรงแนะนำว่า จงแผ่พลังแห่งความรักความเมตตานี้ออกไปครอบคลุมโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลนี้เลยทีเดียว ผู้ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งเมตตานี้ในขั้นสมบูรณ์ที่สุดคือ พระอรหันต์ จะมีภาวะจิตอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “วิมริยาทิกตจิต” คือ จิตใจไร้พรมแดน ซึ่งหมายถึงการมีภาวะจิตที่ก้าวข้ามการแบ่งแยกทั้งปวง
พระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งเมตตาอย่างสูงสุด สามารถรักคนทั้งโลกได้อย่างไร้เงื่อนไข ความรักของท่านเป็นดังหนึ่งแสงเดือนแสงตะวันที่สาดโลมผืนโลก โดยไม่เลือกที่รักไม่มักที่ชังและไม่เคยทวงถามถึงการตอบแทน พระอรหันต์ มีความรัก มีเมตตาต่อสรรพชีพ สรรพสัตว์ อย่างไร้พรมแดนฉันใด เราทุกคนก็ควรแผ่เมตตาคือ ความมีไมตรีต่อสัตว์โลกทั่วทั้งสากลจักรวาลให้ได้ฉันนั้นเหมือนกัน
โลกที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต สังคมที่เปี่ยมด้วยคนมีเมตตาคือ สังคมที่มีแต่มิตร ด้วยพลังของมิตรภาพนี้เอง โลกนี้จึงมีสันติภาพ
มหาตมะ คานธี เคยกล่าวว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ก็เพราะท่านตระหนักถึงพลังของเมตตาดังกล่าวมานี้เอง แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้ว การกล่าวว่า โลกทั้งผองพี่น้องกันบางทีอาจจะยังไม่ครอบคลุมความรักที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาจะให้ชาวโลกมีต่อกันและต่อสิ่งมีชีวิตอื่น หากจะให้คำกล่าวนี้ถูกต้องควรกล่าวว่า “เอกภพทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน” เพราะเราควรมีความรักความเมตตาต่อกันไม่เฉพาะระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์เท่านั้น ทว่าระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทุกประเภทเลยทีเดียวที่ควรอยู่ร่วมกันด้วยเมตตา







