
พุทธศาสน์...วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!?(ตอน ๖)
แม้ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้จะเลือกใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นแบบแผนประจำอาณาจักร และพยายามไม่ให้มีลัทธิหรือศาสนาใดๆ เกิดขึ้น
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
แม้ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้จะเลือกใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นแบบแผนประจำอาณาจักร และพยายามไม่ให้มีลัทธิหรือศาสนาใดๆ เกิดขึ้น เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวทางความคิด... แต่ใช่ว่าจะทำให้ความเชื่อในท้องถิ่นนิยมดั้งเดิมหมดไปไม่ โดยเฉพาะอิทธิพลจากลัทธิเต๋าของเล่าจื้อ ซึ่งมีมาก่อนลัทธิขงจื๊อบนแผ่นดินจีนแห่งนี้ จึงไม่แปลกที่แนวความเชื่อต่อการจัดทำยาอายุวัฒนะ เพื่อการดำรงชีวิตเป็นอมตะยังคงดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ก็มีความเชื่อในเรื่องดังกล่าว ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานตามร่องรอยประวัติศาสตร์ ว่ามีการจัดหาหุงสารปรอท ด้วยทรงเชื่อว่าปรอทเป็นส่วนหนึ่งของยาอายุวัฒนะ สามารถทำให้มีพระชนม์ยืนยาวเป็นอมตะ หรือความเชื่อที่ว่า หากนำดินจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งมาเผาให้ร้อน สืบต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน จนเป็นแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์อานุภาพกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้...
ด้วยความเชื่อในเรื่องแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หุงจนได้สารปรอท จึงนำไปสู่การออกแบบให้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้/อาณาจักรแห่งความตายของผู้คนจำนวนมาก จึงถูกอาบไว้ด้วยสารปรอท โดยเฉพาะเชื่อกันว่าภายในสุสานตำแหน่งวางพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จะออกแบบให้มีสารปรอทไหลเวียนรอบดุจแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโห... เพื่อความมีชีวิตที่เป็นอมตะสามารถกลับมาสู่ฐานะเดิมเป็นจอมกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ได้ภายหลังการตายไปแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าสามารถเลือกภพภูมิที่ดีได้หากกระทำดังกล่าว จึงนำมาสู่การถือปฏิบัติที่วิบัติไปด้วยความเห็นที่ไม่ตรงธรรม ด้วยอิทธิพลความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดมาผิดๆ ไม่เป็นไปตามสัจธรรม ให้เกิดมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง ยึดถือในแนว สัสสตทิฏฐิ หรือตายแล้วไม่สูญ มีการเกิดต่อสืบเนื่อง ที่สำคัญสามารถเลือกภพภูมิได้ จึงมีการคิดค้นวิชาปรุงธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นตามที่กล่าวมา และด้วยความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนดังกล่าว
จึงนำไปสู่การกะเกณฑ์หมู่ชนจำนวนมากไปอยู่ร่วมด้วยในอาณาจักรสุสานมหานครแห่งความตายดังกล่าว พร้อมสรรพกำลังมากมายในรูปตุ๊กตาดินเผาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นทหารและม้า ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ จริงๆ ตลอดจนแก้วแหวนเงินทอง ของมีค่า เครื่องอำนวยความสะดวกตามฐานะของฮ่องเต้ ได้ถูกจัดลำเลียงไปใช้ในมหานครสุสานดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตามความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง... อำนาจการกระทำจากความเห็นผิดจึงเกิดขึ้นและนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดๆ บนความยิ่งใหญ่ที่สร้างอาณาจักรสุสานหลังความตายของจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่ต่อการฆ่าทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ด้วยความติดยึดในฐานะโอกาสที่ได้มาในโลกสมมติ ที่เป็นดุจภาพมายาม่านควันเมฆหมอก หลอกลวงให้สัตว์ที่มีดวงตามืดบอด มีธุลีหนา เข้าใจผิด จนเกิดความคิดวิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากความจริง สำคัญผิดว่าโลกนี้เที่ยง... โลกนี้เป็นอัตตา ปฏิเสธหลักความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติแม้ในวาระสุดท้ายที่ต้องพบกับความจริงที่ไม่มีสัตว์ใดหลีกหนีได้พ้น ได้แก่ ความตาย ก็ยังดิ้นรนสร้างโลกหลังความตายที่เป็นอมตะมหานคร จึงให้เห็นความยิ่งใหญ่แห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอวิชชาให้สืบกระแสแห่งจิตวิถี หรือวิถีแห่งจิต ไปบนเส้นทางความประมาท... ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจธรรม จึงนำไปสู่ความประมาทในธรรม อันน่าสงสารยิ่งนักในสัตว์ทั้งหลายที่สุดท้ายต้องเป็นไปตามกรรม... จึงให้ระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงไว้ว่า
อัปปะมาโท อะมะตัง ปะทัง
ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง
อัปปะมัตตา นะ มิยะยันติ
เย ปะ มัตตา ยะถามะตา
แปลว่า ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย
ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
ชนทั้งหลายผู้ไม่ประมาทแล้วชื่อว่าย่อมไม่ตาย ผู้ซึ่งประมาทแล้วก็เหมือนคนที่ตายแล้ว...
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ร่องรอยประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่า จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นทั้งทรราชและมหาราชในพระองค์เดียวกัน ในช่วงที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่... ซึ่งก็แล้วแต่ทัศนะการมองของแต่ละบุคคล แต่ในความจริงอันควรพิจารณาตามวิถีพุทธในทุกสถานที่เดินทางไปพบเห็น ให้พึงตระหนักพิจารณาให้เห็นความจริงใน กฎเกณฑ์กรรมอันควรศึกษายิ่งนัก... และหากเราเข้าใจในหลักความจริงที่เป็นสัจธรรมดังกล่าวก็คงจะมีคำตอบว่า บัดนี้ร่างของจักรพรรดิผู้เกรียงไกรที่บรรทมนิ่งอยู่ในสุสานปรอทพิษ พร้อมเรือนร่างข้าทาสบริวารมากมายที่ถูก “ฝังทั้งเป็น” หลังความตายมาพรากชีวิตของพระองค์ไปจากโลกนี้แล้ว จะมีคตินิมิตเป็นอย่างไรในสัมปรายภพ จะสมประสงค์สมปรารถนาหรือไม่... ก็คงหาคำตอบได้ไม่ยาก หากเข้าใจในนิยามแห่งกรรม...
(ตอนต่อไป สู่วัดฝ่าเหมินซื่อ สถานที่ประดิษฐานข้อนิ้วพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า... และให้นึกถึงพระทันตธาตุที่อ้างว่าเป็นของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกาที่มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน จนน่าศึกษาในฐานะแห่งพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา...) m
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







