
โลกคนละใบเดียวกัน
โดย...ดนัย จันทร์เจ้าฉาย/ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...ดนัย จันทร์เจ้าฉาย/ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
คุณสังเกตเห็นจุดยืนของคนสองคนที่อยู่บนโลกคนละใบกำลังคุยกันไหมครับ ดีเจกฤษณ์ ไลฟ์โค้ช จากคลื่น 98 Cool FM และ 88.5 คลื่น Z ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจชวนกระตุกความคิดให้ย้อนกลับมาทบทวนชีวิตผู้คนที่เราเจอะเจอกันทุกวัน ในหนังสือเล่มล่าสุดที่มีชื่อว่า “มหัศจรรย์พลังจิตใต้สำนึก”
คนหนึ่งอยู่บนโลกที่มีทุกอย่างเหลือเฟือ ขอบคุณกับทุกสิ่งที่มีมาในชีวิต แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูแสนจะธรรมดา เช่น รอยยิ้มจากหัวใจตนเองที่โปรยปรายให้ผู้คน และรอยยิ้มที่ได้รับตอบจากทุกใบหน้าที่ได้รับกลับคืน เท่านั้นชีวิตก็เปี่ยมด้วยความสุขและกำไรเหลือล้นเป็นพลังชีวิตในแต่ละวัน
ส่วนอีกคนอยู่บนโลกเดียวกันที่ขาดแคลน คิดว่าทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจไปหมด เต็มไปด้วยปัญหา มองไม่เห็นถึงสิ่งดีๆ หรือโอกาสต่างๆ ที่ชีวิตมอบให้ตลอด ต่อให้วันหนึ่งเขาได้บ้านมาฟรีๆ เขาจะหาทางบ่นให้เราฟังว่ามันไม่ดีอย่างไร ชีวิตอันแสนรันทดของเขาเต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการอย่างไร ซึ่งชาตินี้จะไม่มีใครเข้าใจถึงปัญหาเฉพาะตนของเขาคนนั้นได้เลย
ดีเจกฤษณ์ บอกว่า โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ใครบางคนปล่อยให้เหตุการณ์บางอย่างในอดีต เข้ามาบงการชีวิตให้วนเวียนและเวียนวนเจอแต่เรื่องร้ายๆ ราวกับถูกสาป บางคนติดกับการมองโลกในแง่ร้าย ขนาดความหวังดีของผู้คนที่มอบให้ก็อาจจะกลายเป็นความระแวงว่า มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังไว้แน่ๆ
บางคนขับรถไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย ขณะที่อีกคนเดี๋ยวชน เดี๋ยวเฉี่ยว เดี๋ยวซ่อม มีเรื่องให้เสียเงินกับรถได้ตลอด เพราะเขาเชื่อว่าการขับรถมักอันตรายและอุบัติเหตุเกิดได้ง่ายเสมอ บางคนเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ทั้งที่รับประทานสารพัดยาบำรุงและวิตามิน AZ แถมโปรแกรมการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพระดับเวิลด์คลาส แต่บางคนสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บไม่เคยถามหา ทั้งที่ไม่รู้จักสารพัดวิตามินและยาบำรุงร่างกาย น่าสนใจที่อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวเหล่านี้
ความเชื่อลึกๆ จากจิตใต้สำนึกว่าเราเป็นคนแบบไหน จะดึงดูดสถานการณ์ ผู้คน เรื่องราว และโอกาสให้เราได้เจอตามที่เราได้วางโปรแกรมจิตใต้สำนึกไว้แบบนั้น ขนาด เฮนรี ฟอร์ด เจ้าของค่ายรถที่มียี่ห้อเป็นนามสกุลตัวเองยังบอกว่า “Whether you Think you can or can’t you are Right!” ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้ หรือคุณทำไม่ได้ คุณก็ถูกทั้งนั้น
โดยปกติเราใช้ “จิตสำนึก” ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมทั้งหมดของเราเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่อีก 95% ของภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ด้านล่างและเป็นส่วนที่มองไม่เห็น คอยบงการชีวิตเราอยู่เป็นส่วนของ “จิตใต้สำนึก” เช่น การที่ใครบางคนมีพฤติกรรมอัตโนมัติจากการบงการของจิตใต้สำนึก ในแบบที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งด้านดีและไม่ดี เช่น เผลอพูดจาไม่ดีออกไปทำร้ายคนที่ตนเองรักโดยไม่ตั้งใจ เพราะถูกฝังข้อมูลจากพฤติกรรม คำพูด สิ่งที่เห็น หรือรับรู้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่า คนที่รักกันเขาพูดจากันแบบนี้
ปัจจุบันงานวิจัยทางการแพทย์ค้นพบว่า เด็กทารกที่นอนหลับสนิท แต่สมองและจิตใต้สำนึกกลับทำงานอยู่ตลอดเวลา จึงบันทึกข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ที่พ่อแม่คุยกัน ทะเลาะกัน หรือทำอะไร ส่งสัญญาณไปในจิตใต้สำนึกของเด็กทารกตั้งแต่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งคลอดออกมา และจิตใต้สำนึกยังคงทำงานอยู่เช่นนี้จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราจึงควรทำความเข้าใจกับกลไกการทำงานที่ลึกซึ้งของธรรมชาติในตัวเรา การทำงานของจิตใต้สำนึกด้วยการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ใส่ข้อมูลใหม่ เพื่อให้โลกของเราสวยงาม สมบูรณ์ แข็งแรงและมั่นคง
จงเลือกใส่คุณสมบัติพฤติกรรมต้นทางอย่างประณีต เพื่อให้ผลลัพธ์ปลายทางที่ปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สวยงามที่สุด และคู่ควรกับเรามากที่สุด เราพร้อมที่จะเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ทันทีที่ลืมตาตื่น ยิ้มให้กับตัวเอง แล้วรู้ว่าวันนี้เราจะเล่นสนุกอะไรกับชีวิตของเราดี จงทำทุกสิ่งด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข นำศักยภาพในตัวเองที่มีอยู่แล้วออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดผลงานหรืออาชีพที่เรารัก เกิดรอยยิ้มในใจตัวเองและผู้อื่น
โลกใบนี้มีสิ่งใหม่ๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่าที่เราเคยเห็น หรือเคยจินตนาการไว้ ได้เวลาแล้วที่เราจะออกมาจากพื้นที่อันแสนสบายที่เรียกว่า “Comfort Zone” พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าเราปลอดภัย ขอเพียงแค่นี้ ฉันทำได้เพียงเท่านี้แหละ เป็นมุมสบายๆ งานเดิมๆ ที่ไม่รู้สึกว่าอยากตื่นขึ้นมาทำงานนั้นๆ จนพลังในใจเริ่มลดน้อยถอยลงไป เหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ จนตัวเองเริ่มสงสัยว่า ทำไมจึงตั้งหน้าตั้งตารอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานวันแรกของสัปดาห์!
จงลุกขึ้นมาเลือกทำสิ่งที่ก่อให้เกิดพลังในทุกวัน หรืออะไรที่เราทำได้ดีและมีความสุขจนทำมันได้ทั้งวัน ตามประโยคฮอตที่ผมชอบพูด “หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” เพราะความจริงยังมีพื้นที่อีกมากมายที่รอให้เรานำศักยภาพของตนเองออกมาใช้ ขอเพียงเราก้าวออกจากจุดเดิม เพื่อมาเจอสิ่งใหม่ๆ บนโลกใหม่ แล้วโลกทั้งใบ ทัศนวิสัยและทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา
หวังว่าเราจะอยู่บนโลกใบเดียวกันนะครับ







