
สร้างเด็ก สร้างชาติ เพื่อสังคมเป็นสุข
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การโกงของบริจาค การกักตุนอาหารและน้ำดื่มโดยไม่เหลือเผื่อแผ่คนที่มาทีหลัง
โดย...บัวบูชา
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การโกงของบริจาค การกักตุนอาหารและน้ำดื่มโดยไม่เหลือเผื่อแผ่คนที่มาทีหลัง รวมถึงกระแสที่พุ่งขึ้นสูงของการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเยาวชน ทันทีที่เรื่องราวทำนองนี้ถูกพูดถึง คำถามที่ตามมาคือ กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสังคม? กับโลกใบนี้? แต่ความจริงเราลืมไปหรือเปล่าว่า “วิกฤต” ของสังคมในรูปแบบต่างๆ วันนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือ “มนุษย์” โดยแท้
พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่รีบเร่ง จนบางครั้งหลงลืมที่จะมองสิ่งต่างๆ รอบตัว ถูกส่งผ่านประสบการณ์ที่อ่อนด้อยของคนที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งคาดหวังที่จะเห็นลูกเป็น “คนเก่ง” โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมด้านอื่นของการดำเนินชีวิต ความคาดหวังที่มากจนกลายเป็นความกดดัน พฤติกรรมการเลี้ยงดูแบบเร่งรีบ ที่ต้องการเห็นลูกเก่ง และต้องเก่งทุกแขนงด้านวิชาการ แต่ละเลยแง่มุมของ “ความดี”
ภาพเด็กอนุบาลต้องเดินเข้าห้องติวหลังเลิกเรียน และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จึงมีให้เห็นมากขึ้น เพียงเพื่อสนองตอบความต้องการของพ่อแม่ ที่เชื่อว่านี่คือ “โอกาส” หากลูกได้เรียนโรงเรียนดัง ตั้งแต่วัยเยาว์ ค่านิยมที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปิดกั้นความสุข ความสนุกตามวัยที่เด็กควรจะได้รับ แต่ยังทำลายความสามารถในการตอบสนองทางสังคม หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างชาญฉลาดที่เราเรียกขานกันสั้นๆ ว่า “ความฉลาดทางสังคม” (Social Intelligence หรือ S.I.) นั่นเอง
นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล อธิบายว่า หากต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่าเราจำเป็นต้องรับรู้เข้าใจเรื่องทางสังคมด้วย และ Social Intelligence เป็นหนึ่งในความสามารถที่สำคัญต่อการปรับตัวในการใช้ชีวิตของลูก ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว รู้จักรักและดูแลรักษาความเป็นมิตรภาพที่ดี เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ต้องเริ่มจากตัวเอง
S.I. หรือความฉลาดทางสังคมในเด็ก สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการอบรมเลี้ยงดู และแบบอย่างของพ่อแม่ ตลอดจนผู้ปกครองการสร้างความรักความผูกพัน และการตอบสนองตามความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม จะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านให้กับลูกน้อย ซึ่ง Social Intelligence ที่ลูกได้เรียนรู้นั้นจะผ่านความรักจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งถือเป็นสังคมแรกที่ลูกได้เรียนรู้
ถ้าหากลูกของเราไม่มี Social Intelligence จะเกิดอะไรขึ้น???
การส่งเสริม S.I ให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิด จะทำให้ลูกเติบโตขึ้นมาอยู่ท่ามกลางผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น หากเด็กๆ ไม่ได้รับการพัฒนา S.I ขึ้นในตัวเด็ก จะทำให้เด็กกลายเป็นเด็กที่ไม่รู้จักวิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่น ขาดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเด็กที่ขาดวิธีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือแสดงออกกับผู้อื่นไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังทำให้พัฒนาการด้านอื่นๆ ก็จะไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ เช่น เด็กจะมีพัฒนาการทางอารมณ์ไม่ดีเพราะไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ ไม่รู้วิธีปฏิบัติกับผู้อื่น ขาดทักษะในการแก้ปัญหา ขาดโอกาสในการเล่นกับเพื่อน ซึ่งถ้าลูกไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ลูกอาจจะเป็นเด็กเก็บตัว ชอบอยู่คนเดียว จนกลายเป็นโรคกลัวสังคมได้
มีข้อแนะนำว่า วิธีการสร้าง S.I. ง่ายๆ ให้กับลูกๆ คือให้ความชื่นชม การแสดงความชื่นชมเด็กทั้งต่อหน้าและลับหลังจะกระตุ้นเด็กให้อยากปรับตัว ปรับบุคลิกภาพ เพราะเด็กจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ จึงอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่จุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการได้ ยิ้มไว้ก่อน พยายามสอนให้เขารู้จักยิ้มทักทายคนแปลกหน้าก่อน เพราะมิตรภาพใหม่ๆ ที่จะงอกเงยขึ้นมาได้นั้นมาจากรอยยิ้มพิมพ์ใจนี่เอง ส่งเสริมให้ลูกนึกถึงใจเขาใจเรา พยายามสอนให้เด็กรู้จักเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ สอนลูกว่าลูกไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเขาอย่างไร คนอื่นก็ไม่อยากให้ลูกทำกับเขาอย่างนั้นเช่นกัน
ลองพาไปเจอคนเยอะๆ ทักษะทางสังคมของเด็กจะดีได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเขาได้มีโอกาสพบปะสมาคมกับคนอื่นบ่อยๆ รวมทั้งให้เข้าร่วมกิจกรรม ถ้าลูกเก็บตัวจนไม่มีเพื่อนสนิทเลย คุณพ่อคุณแม่คงต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ด้วยการหมั่นพาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กอื่นบ้าง อาจจะเป็นลูกของเพื่อนหรือลูกของพี่ป้าน้าอา หรือเชิญชวนเพื่อนร่วมชั้นมางานวันเกิดของลูก จะช่วยลูกให้ค่อยๆ ทำความรู้จักและทำความคุ้นเคยจนเป็นเพื่อนกัน
การส่งเสริม Social Intelligence ให้กับลูก คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะช่วยกันส่งเสริมให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมให้สอดคล้องเหมาะสมกับวัยที่ลูกเติบโตขึ้นด้วย การปลูกฝังเรื่องความฉลาดทางสังคมให้กับเด็ก ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
ทั้งหมดนี้ต้องค่อยๆ ดำเนินและพัฒนาขึ้น ต้องเป็นการเลี้ยงลูกให้อยู่ในทางสายกลาง ไม่เร่งให้โต หรือคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับเด็ก เพราะการคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป อาจกลายเป็นการเคี่ยวเข็ญ และนำไปสู่พฤติกรรมการเลี้ยงแบบเร่งรีบ และกดดันเด็กมาก ทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เกรงใจผู้ใหญ่ ระยะยาวจะมีปัญหาพฤติกรรม มีปัญหาทางอารมณ์ตามมา ในบางรายอาจเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว และที่สุดก็นำไปสู่การขัดแย้ง ซึ่งไม่ส่งผลดีกับตัวเด็กและทุกคนในครอบครัว
ดังนั้น การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตมาเป็นเด็กฉลาด และพร้อมที่จะช่วยพัฒนาสังคมให้ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่แวดล้อมตัวเขา โดยมี พ่อ แม่ เป็นเบ้าหลอมที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างต้นทุนความฉลาดทางสังคมให้กับเด็กๆ เพื่อสังคมที่ดีกว่าในวันข้างหน้า







