
นำร่องโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ
หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2553 สนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับแผนที่นำทางแห่งชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ระยะที่ 2 (25542558) ผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2553 สนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับแผนที่นำทางแห่งชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ระยะที่ 2 (25542558) ผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ริเริ่มสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งโรงงานนำร่องเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพสำหรับขนาดกำลังผลิต 1,0001 หมื่นตัน/ปี ให้สามารถดำเนินการผลิตได้ภายใน 3 ปี ด้วยงบประมาณ 300 ล้านบาท
ขณะที่ภาคเอกชนจะต้องสมทบอีก 700 ล้านบาท หากโรงงานนำร่องนี้ประสบความสำเร็จจะสร้างให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนอีก 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายการผลิตในเชิงพาณิชย์ให้มีกำลังการผลิตประมาณ 7 หมื่นตันต่อปี
ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า ขณะนี้ สนช.ได้ดำเนินการคัดเลือกภาคเอกชนไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการจัดตั้งโรงงานนำร่องดังกล่าวได้แล้ว โดยคณะกรรมการนวัตกรรมได้พิจารณาอนุมัติทุนสนับสนุนแก่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล เพื่อสร้างโรงงานนำร่องผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพขนาด 1,000 ตัน/ปี
เน้นกระบวนการนวัตกรรมในการพัฒนาเม็ดพลาสติกชีวภาพให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในปัจจุบัน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพอย่างแพร่หลาย รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการสังเคราะห์เม็ดพลาสติกชีวภาพชนิดโพลีเมอร์ร่วม ซึ่งจะมีคุณสมบัติเฉพาะเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูง เช่น ชิ้นส่วนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และรถยนต์ รวมถึงสิ่งทอจากเส้นใยชีวภาพ
โครงการนำร่องนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับผลิตสารตั้งต้นที่ใช้น้ำตาลหรือแป้งเป็นวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมปลายน้ำ เพื่อขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่มูลค่านี้จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอ้อยหรือมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 5 เท่า ตลอดจนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมมากถึงปีละ 1 ล้านตัน
เบื้องต้นคาดว่าจะก่อให้เกิดวงเงินลงทุนทั้งโครงการรวมทั้งสิ้น 986 ล้านบาท และมีเป้าหมายให้เกิดการขยายผลการลงทุนในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพเชิงพาณิชย์ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 7 หมื่นตันต่อปี โดยมีมูลค่าการลงทุนอีก 1 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
ศุภชัย ย้ำว่า การจัดตั้งโรงงานนำร่องนี้ ถือเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ประเทศไทย ในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัยและพัฒนา ภาคการศึกษา และภาคเอกชนในธุรกิจพลาสติกชีวภาพ เพื่อเร่งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบบมุ่งเป้าหมายด้านพลาสติกชีวภาพ ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต การสังเคราะห์ การออกแบบและปรับปรุงคุณสมบัติ และการประยุกต์ใช้เม็ดพลาสติกชีวภาพในการขึ้นรูป เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ
ทั้งหมดนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้พลาสติกชีวภาพในประเทศผ่านโครงการนำร่องเพื่อเร่งสร้างตลาด รวมถึงศึกษาพฤติกรรมและการตอบรับของผู้บริโภคเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบเม็ดพลาสติกชีวภาพให้มีคุณสมบัติการใช้งานให้ตรงกับความต้องการของตลาดและสามารถต่อยอดนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป และนำไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพแห่งใหม่ของโลก







