posttoday
พวงหรีดแด่กวี

พวงหรีดแด่กวี

08 มีนาคม 2553

กวีคืออะไร นักกลอนคืออะไร เคร่งครัดกับฉันทลักษณ์ หรือไร้ฉันทลักษณ์ ล้วนแต่เป็นเพียงวิวาทะปลีกย่อยที่ไร้ความสำคัญ

กวีคืออะไร นักกลอนคืออะไร เคร่งครัดกับฉันทลักษณ์ หรือไร้ฉันทลักษณ์ ล้วนแต่เป็นเพียงวิวาทะปลีกย่อยที่ไร้ความสำคัญ

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

ฤดูกาลของการประกาศรางวัลกวีซีไรต์กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบกริบ แทบปราศจากสายตาของสาธารณชนที่เฝ้ามองด้วยความใจจดใจจ่อ ปราศจากความสนใจของสื่อทั้งกระแสหลักและกระแสรอง และแม้กระทั่งวงการขีดๆ เขียนๆ ก็ยังแทบปราศจากปฏิกิริยาตื่นเต้น

มีเพียง “นักกลอน” และ “กวี” (แน่ล่ะ ย่อมรวมถึงสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วย!) เท่านั้น ที่รอคอยการเวียนมาถึงของการมอบรางวัลอันทรงเกียรติที่มีกำหนดทุก 3 ปี หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกับซีไรต์ประเภทเรื่องสั้น และประเภทนวนิยาย

 

พวงหรีดแด่กวี

บรรยากาศกวีซีไรต์เงียบเหงา คล้ายแจ๊ซบาร์ที่มีเพียงรักดนตรีคลอเพลงเนือยแผ่ว และปราศจากเงาของผู้ฟัง

“นักกลอนกับกวีต่างกันยังไง?” ผมเงยหน้าจากรวมบทกวีนิพนธ์บางเล่ม มองหญิงสาวนักอ่าน เจ้าของคำถามโลกแตก ท่าทางของเธอไม่กระทั่งจะไยดีกับเนื้อหาสาระ เพียงแค่ความกังขาทำให้ความรู้สึกลอยละล่องในแจ๊ซบาร์แห่งหนึ่งต้องสะดุดลงก็คงเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างนักกลอนกับกวี?

มันเป็นคำถามเดียวกับที่หลายคนเคยตั้งกระทู้ซักฟอกกับอีกหลายคน และผมเคยถามตัวเองนับไม่ถ้วนครั้ง ด้วยคำตอบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กวีกับนักกลอนบางคนถกเถียงจนเอ็นในลำคอปูดโปนแทบกระเด็นออกมาเป็นชิ้นๆ ราวกับว่า หากแสวงหานิยามไม่ได้ ก็ไม่ควรเขียนจรดปากการำพันกาพย์กลอนอีกต่อไป

ผมตอบหญิงสาวไปว่า “กวีน่าจะหมายถึงนักร้อยเรียงถ้อยคำที่เน้นเนื้อหาจริงจัง ส่วนนักกลอนมุ่งปฏิภาณในเชิงฉันทลักษณ์กับถ้อยคำมากกว่า”

เธอพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ผมรู้ว่าเธอไม่คิดจะใส่ใจมากนัก แต่หลังจากวันนั้นดูเหมือนหญิงสาวจะไม่สนใจกวีนิพนธ์อีกต่อไป

ตรงกันข้ามในอีกหลายคืนต่อมาผมเดินทางมาพบกับกวีหนุ่มคนหนึ่ง ท่ามกลางหมอกควันหมองเศร้าของบลูส์บาร์ไม่ไกลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงกวีนับไม่ถ้วนตั้งแต่ศรีปราชญ์แห่งอยุธยา จนถึงคุณพุ่มบุษบาท่าเรือจ้างแห่งกรุงเทพฯ

บทสนทนาของเราวนเวียนอยู่กับฉันทศาสตร์และกวีซีไรต์ เขาปรับทุกข์ด้วยสีหน้าจริงจังว่า นักเล่นแร่แปรธาตุทางภาษาส่วนใหญ่ไม่ไยดีกับรางวัลซีไรต์ที่เขาโจมตีว่า “จอมปลอม” มากนัก แต่กลับเป็นกังวลถึงความสนใจของคนไทยที่เริ่มเหินห่างจากกาพย์กลอนมากขึ้นทุกที

เขาโอดครวญ “อย่าว่าแต่หนังสือบทกวีจะขายไม่ได้เลย แม้แต่คนอ่านยังหาแทบไม่ได้ ในวงการกวีก็สนใจกันแต่เรื่องใครเป็นกวีไม่เป็นกวี ใครเป็นนักกลอน นักกลอนต่างกับกวียังไง หรือไม่ก็เปิดสงครามน้ำลายกันเอง อะไรกัน! กวีมีฉันทลักษณ์หรือกวีกลอนเปล่า มันก็กวีเหมือนกัน ถ้ามันกระทบความรู้สึกของใครบางคน หากเรายังว้าวุ่นและไม่ไยดีกับสาธารณชน หาไม่แล้วท้ายที่สุดบทกวีจะตาย และเหลือพื้นที่ให้กับสิ่งที่เรียกว่าเนื้อเพลง” น้ำเสียงของเขาขมขื่นอย่างเห็นได้ชัด และผมเห็นว่าเขาพูดถูก วงการกวีนิพนธ์ไทยกำลังถูกกัดกร่อนจากภายใน และความหมางเมินจากภายนอก

ความโศกเศร้าของกวีหนุ่มยิ่งเพิ่มบรรยากาศหม่นสลัวของบลูส์บาร์ให้ยิ่งรู้สึกอึดอัด มันชวนให้ผมนึกถึงกวีซีไรต์บางคนที่เพื่อนฝูงให้ฉายาว่า “กวีขี้ร้อง” ซึ่งหมายถึงความเป็นคนเจ้าน้ำตาและความอ่อนไหวในอารมณ์ของกวีผู้นั้น ไม่ได้หมายถึงอากัปกิริยาร่ำร้องของวัตถุบางอย่าง

ผมปลอบเขาว่า อย่าทุกข์ใจไปเลย กวีทุกประเทศกำลังเผชิญกับหายนภัยเหมือนกัน กวีกำลังหมดความสำคัญในสังคมไปอย่างช้าๆ เหลือฟังก์ชันเพียงแค่ของเล่นสำหรับปัญญาชนที่รู้จักเรียงร้อยศัพท์ให้สละสลวย เพื่ออารมณ์สุนทรีย์ส่วนตน แล้วที่คุณคิดจะใช้บทกวีเลี้ยงชีพมันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าจริงๆ ลองดูสุนทรภู่เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ไหนจะ ชิต บุรทัต อีก ยังไม่นับ จิตร ภูมิศักดิ์ กับ อัศนี พลจันทร์ และเปลื้อง วรรณศรี ซึ่งคนหนึ่งไปตายในชายป่า ส่วนอีก 2 คนสิ้นชีพบนแผ่นดินอื่น

ผมลืมบอกว่ากวีบางคนก็รวยเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะพวกที่เดินสายอ่านกวีกับกลุ่มชุมนุมทางการเมือง แต่ก็สายเกินไป เพราะดูเหมือนความทุกข์ของการเป็นกวีผู้ยากไร้และไม่อยู่ในสายตาประชาชน ได้บีบคั้นอารมณ์ของเขาจนท่วมท้น ไม่อาจสะกดกลั้นจนต้องควักปากกาขึ้นมาจดบทกวีแห่งความกำสรดในวินาทีนั้น!

ได้แต่ภาวนาว่า กวีหนุ่ม และไม่หนุ่มจะไม่สิ้นหวังจนต้องปวารณาตัวเองเป็น “กวีต้องสาป” หรือ Poetes maudits เหมือนดังกวีฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้อาศัยสุรานารีพาชีกีฬาบัตรและสารพัดความชั่วร้าย บำบัดความทรมานในจิตใจของตน

อนุสนธิจากบทสนทนากับกวีผู้กำสรด ทำให้ผมนึกถึงข้อสังเกตบางประการของนักเดินทางชาวฝรั่งเศสผู้มาเยือนสยามในศตวรรษที่ 17 เขาบันทึกด้วยน้ำเสียงชื่นชมถึงปฏิภาณเชิงกวีของคนไทย ที่เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็หลั่งไหลโวหารสละสลวยได้อย่างน่าทึ่ง

กวีราชสำนักไทยเคยได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะนายแห่งภาษา กวีแห่งท้องทุ่งคือนายแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้านและนายแห่งชีวิตอิสระ

แต่แทนที่กวีจะได้รับการสวมช่อมงกุฎช่อชัยพฤกษ์ดังในอดีต แต่วันนี้กวีกลับได้รับพวงหรีดเป็นกำนัล ในพิธีศพที่ไม่มีกระทั่งผู้อ่านที่หลงเข้ามาเมียงมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เพราะอะไร?

เพราะบทกวีไม่อาจเชื่อมโยงกับชีวิตเหมือนนักขับขานเพลงกลอนพื้นบ้าน และไร้ผู้อุปถัมภ์เยี่ยงกวีแห่งราชสำนักเหมือนเมื่อครั้งวันวาน

กวีคืออะไร นักกลอนคืออะไร เคร่งครัดกับฉันทลักษณ์ หรือไร้ฉันทลักษณ์ ล้วนแต่เป็นเพียงวิวาทะปลีกย่อยที่ไร้ความสำคัญ หากเทียบกับสถานการณ์ที่วงการกวีนิพนธ์กำลังเผชิญหน้า คือสถานการณ์ที่บทกวีไม่อาจเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป และถูกลืมเลือนอย่างช้าๆ ขณะที่นักเล่นแร่แปรธาตุทางภาษาทั้งหลายได้เพียงเฝ้ารอชะตากรรม

“นักกลอนกับกวีต่างกันตรงไหน?” น่ากลัวว่าในภายภาคหน้าคำถามนี้จะกลายเป็นอีกคำถามอย่างน่าหดหู่

“บทกลอนและกวีคือสิ่งใด?”

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69