posttoday
สวรรค์บนดินมีอยู่จริงหรือ?

สวรรค์บนดินมีอยู่จริงหรือ?

15 เมษายน 2555

ในวันที่ได้หยุดนอนตีพุงอยู่กับบ้านเต็มๆ อีกวันในช่วงเทศกาลสาดน้ำแห่งชาติ

โดย...สโรดม

ในวันที่ได้หยุดนอนตีพุงอยู่กับบ้านเต็มๆ อีกวันในช่วงเทศกาลสาดน้ำแห่งชาติ พอว่างเลยมีโอกาสรื้อกล่องเก็บหนังขึ้นมาเลือกเพื่อนอนชมเสียให้ฉ่ำอุรา และก็ได้เรื่องนี้ขึ้นมาดู

Stranger Than Paradise หนังเก่า (เก็บ) มากๆ เป็นหนังขาวดำที่มีเนื้อหาบ้าๆ บอๆ ของคนที่ไร้จุดหมายในชีวิต ไม่ยอมทำงานทำการ เป็นยุคที่บุปผาชนออกแสวงหาตัวตน เรียกว่าไม่มีทั้งแก่นสารและก็ไร้สาระสิ้นดี แต่พอดูๆ ไปมันกลับมีเสน่ห์และให้ความรู้สึกเหงาจับใจได้แบบเนียนๆ ทีเดียวล่ะ

เป็นหนังเรื่องแรกของ จิม จาร์มุช นักเขียนบทและผู้กำกับชาวอเมริกัน สามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีเดียวกันที่หนังออกฉาย นับเป็นการเปิดตัวที่ถูกจังหวะถูกเวลา และด้วยสไตล์ที่โดดเด่น แปลกไม่ซ้ำใคร ซึ่งเขามักหยิบเอาบทเสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์สังคมมานำเสนอ โดยผ่านตัวละครไม่กี่คนที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนักกับบทพูดที่ไม่มากมาย แต่เนื้อหาโดนใจอย่างจัง จุดนี้ล่ะที่ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับอิสระที่เนื้อหอมในยุคนั้น และก็มีผลงานเด่นๆ ออกมาให้ชมอีกหลายเรื่อง อาทิ Down by Law (ปี 1986) Mystery Train (ปี 1989) Coffee and Cigarettes (ปี 1993) Dead Man (ปี 1996) ฯลฯ

สวรรค์บนดินมีอยู่จริงหรือ?

 

เฉกเช่น Stranger Than Paradise ที่เขาพยายามจะบอกว่ามันคือหนังตลก แต่คนดูอาจจะรู้สึกว่ามันตลกร้ายสิไม่ว่า ด้วยโทนสีของหนังที่ใช้ขาวดำตลอดทั้งเรื่อง บวกกับฉากแต่ละฉากถ่ายทำต่อเนื่องกันยาวๆ จากนั้นก็ค่อยเฟดด้วยแสงมืดๆ สลับกับค่อยๆ สว่าง (อันเป็นเทคนิคที่น่ารำคาญ) มันเลยสร้างอารมณ์หม่นเศร้าได้ไม่ยาก แต่ก็นั่นล่ะนะ มันกลับสะท้อนให้เห็นบุคลิกและความคิดอ่านอันแสนเฉิ่มเฉื่อย (เข้าขั้นกระด้าง) ของตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม มันมีเสน่ห์นะ แต่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนเหงาๆ รู้สึกเหงากว่าเดิมเข้าไปอีก

หนังเริ่มต้นที่ วิลลี หนุ่มชาวฮังกาเรียน ที่อพยพมาใช้ชีวิตในนิวยอร์ก ที่วันๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนอนตื่นสายและเข้าบ่อนเล่นไพ่ วันหนึ่งมี อีวา ลูกพี่ลูกน้องวัยใกล้กันที่ไม่เคยรู้จักมักจี่ เดินทางมาจากฮังการีเพื่อมาขอพักด้วย ก่อนที่จะเดินทางต่อไปคลีฟแลนด์

ทันทีที่ได้พบวิลลี ก็ทำให้เธอรับรู้ทันทีว่าเขาไม่ยินดีต้อนรับ ซ้ำยังแสดงพฤติกรรมและคำพูดคำจาให้เห็นชัดกันไปเลยว่าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายโลกส่วนตัวนะเว้ย จากนั้นความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเธอขโมยอาหารจากร้านขายของชำ ทำให้เขาเห็นว่าเธอนั้นไม่ธรรมดา แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้แสดงออกว่ายอมรับเธอเท่าไหร่นัก

กระทั่งถึงเวลาที่เธอต้องจากไป เขาซื้อเสื้อสวยให้เธอ เธอสวมใส่มันในวันที่จะเดินทางไปคลีฟแลนด์ แต่พอพ้นสายตาเธอก็ถอดแล้วโยนมันทิ้งในถังขยะแบบไม่ไยดี ขณะที่ เอ็ดดี เพื่อนของวิลลีมาเห็นพอดี เธอบอกกับเขาว่าฉันไม่ชอบใส่เสื้อผ้าแบบนี้

สวรรค์บนดินมีอยู่จริงหรือ?

 

เออ ผมรู้สึกชอบมุกนี้นะ อีวาแม้จะดูบุคลิกแข็งๆ เย็นชาๆ และไม่ชอบขี้หน้าวิลลีเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ก็ยอมใส่เสื้อที่เขาซื้อให้ ก็พอมีมารยาทบ้างไรบ้าง ใช่จะตัดไมตรีเสียทีเดียว แต่พอพ้นสายตาเธอก็โยนมันทิ้งลงถังขยะราวกับจะบอกว่าพอกันที เออ...ในที่สุดคนเราก็จริงใจกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่าอยู่ดี

ขณะที่วิลลี แม้การกระทำจะแสดงให้เห็นว่าไม่ชอบขี้หน้าอีวาเท่าไหร่ แต่การที่เขาซื้อเสื้อให้เธอ มันก็พอจะบอกได้ว่า แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ได้หยาบกระด้างเสียทีเดียว

ผมว่าคนอ่อนไหวคงไม่ค่อยรู้สึกอิ่มนักกับหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครแต่ละคนล้วนหน้าตายและไร้ความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้างใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ทั้งสามได้มาเจอกันอีกครั้งในคลีฟแลนด์ แทนที่ทุกคนจะสวมกอดกันให้หายคิดถึง แต่ขอโทษ เปล่าเลย มีแค่ทักทายกันเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น เป็นมิตรภาพที่ชืดๆ เซ็งๆ ไงไม่รู้

จริงๆ แล้วหนังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของตัวละครก็จริงอยู่ แต่ก็แอบบอกคนดูแบบเนียนๆ ว่าในความนิ่งงันและเย็นชานั้น มีมิตรภาพแสนดีที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจและอบอุ่นปนอยู่ไม่น้อย อย่างฉากที่ 2 หนุ่มกำลังจะเดินทางกลับนิวยอร์ก แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจกลับไปรับอีวาเพื่อเดินทางไปเที่ยวต่อที่ฟลอริดา มันรู้สึกอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

อีกนัยหนึ่ง ฟลอริดาที่พวกเขาเชื่อว่าที่นั่นจะเป็นสวรรค์ที่ต่างค้นหา แม้ในที่สุดมันจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ตามที มันทำให้สัมผัสถึงเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ที่ว่าต่อให้แสดงออกเยี่ยงไร ไม่สนใจหรือไหวติงต่อสิ่งรอบข้างเพียงใด หรือทำตัวไร้ค่าไปวันๆ มากแค่ไหน

ท้ายสุดก็ยังมีความหวังที่จะได้สัมผัสกับสิ่งสวยงามที่เรียกว่าสวรรค์บนดินก่อนตายสักครั้งละว้า เฮอะ เฮอะ!!!

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก