
กลยุทธ์หางานสำหรับบัณฑิตใหม่ (1)
ย่างเข้าเดือน เม.ย.แล้วนะคะ หลายคนคงกำลังลุ้นว่าเมื่อนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ย่างเข้าเดือน เม.ย.แล้วนะคะ หลายคนคงกำลังลุ้นว่าเมื่อนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนนี้ อะไรจะเกิดขึ้น? ลูกจ้างรายวันคงใจเต้นว่า “ได้ค่าจ้างขึ้นแล้วมันจะพอกับค่าครองชีพที่มันขึ้นล่วงหน้าไปก่อนแล้วหรือเปล่า?” ส่วนนายจ้างก็ใจเต้นเหมือนกันว่า “พอขึ้นค่าจ้างแล้วบริษัทจะคงดำรงอยู่ได้หรือเปล่า?” เพราะต้นทุนทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะค่าจ้างที่ขึ้น น้ำมันก็ขึ้นราคา สินค้าวัตถุดิบต่างๆ ก็ขึ้นราคา
สถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้คงทำให้นายจ้างหลายองค์กรคงต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดกันแน่ๆ และหลายองค์กรคงต้องวิเคราะห์เจาะลึกพนักงานเป็นรายคนเลยว่า แต่ละคนมีผลงานเข้าเป้าสักเท่าไหร่? คนไหนไม่ค่อยมีผลงานก็อาจถูกปลดออก เหลือแต่คนที่มีฝีมือจริงๆ ที่มีผลงานคุ้มกับค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้
ฟันธงได้เลยว่าบรรยากาศของตลาดแรงงานในปีมะโรงนี้ต้องสู้กันยิบตาค่ะกว่าจะได้งาน บัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้อย่ามัวนิ่งนอนใจ สอบไล่เสร็จแล้วรีบเตรียมตัวหางานดีๆ ทำกันดีกว่า ซึ่งผู้เขียนจะได้เสนอแนะ “กลยุทธ์ในการหางานยุคโซเชียลมีเดีย” รุ่งเรืองดังต่อไปนี้
1.ค้นหาความชอบและตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ถ้าท่านไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบหางานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงตนเองหรือครอบครัว จงอย่าหางานอะไรก็ได้ แต่จงคิดใคร่ครวญว่าตัวเราชอบอะไร? มีความฝันสูงสุดอยากเป็นอะไรในชีวิต? จากนั้นก็จงมุ่งไปยังองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมหรือธุรกิจที่ตนเองชอบ
ผู้บริหารสมัยนี้ใจกว้างขึ้น และยอมให้โอกาสบัณฑิตที่ศึกษามาไม่ตรงสายให้มาลองทำงานได้เหมือนกัน ถ้าบัณฑิตคนนั้นทำให้กรรมการผู้คัดเลือกรู้สึก “ปิ๊ง” ได้ ยกตัวอย่างใกล้ตัว เช่น เวลาเราดูโทรทัศน์หรือรายการบันเทิงต่างๆ เราจะเห็นคนจบแพทย์มาเป็นพิธีกรก็มี คนจบสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเป็นนักแสดงก็มาก ในขณะเดียวกันเราได้เห็นนักแสดงหลายคนผันตัวไปเป็นนักการเมืองและเจ้าของกิจการก็มีเช่นกัน จริงอยู่ที่หากเราได้ศึกษาในสาขาที่ตรงกับสายอาชีพก็ถือเป็นเรื่องโชคดีมากๆ แต่มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยทั่วโลกที่ทำงานในสาขาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน แต่มาศึกษาหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมในภายหลังจนประสบความสำเร็จดียิ่ง
เหตุที่ต้องหาตัวตนของเราให้พบว่าชอบอะไร เพราะเวลาท่านไปสมัครงานโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย หรือไม่มีจุดโฟกัส (Focus) กรรมการจะทราบเลยว่าท่านเป็นคนที่ขาดจุดมุ่งหมาย และการที่ท่านตอบว่า “ทำอะไรก็ได้” มันไม่ใช่คำตอบที่ดี มันขาดพลัง ขาดฉันทะ (Passion) ที่จะทำให้กรรมการรู้สึกถึงพลังของท่าน แล้วเรื่องนี้มันก็ยากที่จะโกหก เพราะคนที่มีฉันทะกับคนที่ไม่มีฉันทะนั้นมันมี “แรงผลัก” (Drive) ต่างกัน ถึงแม้ท่านอาจจะโกหกผ่านจนได้งาน ท่านก็อาจจะทำงานนั้นไม่ได้นาน เพราะส่วนลึกในใจของท่านไม่ได้ชอบงานนั้น
2.หาคนรู้จักด่วน!!! (Who you know) พอรู้แล้วว่าตัวเองชอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมประเภทไหน ก็จงเริ่มพิมพ์ลิสต์รายชื่อคนรู้จักในสาขาหรือวงการนั้นให้หมด รวมทั้งคนที่จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้เราเข้าใกล้วงการนั้นได้ พอได้ลิสต์แล้วก็จงเริ่มปฏิบัติการ “เคาะประตู” ได้เลย อย่ากลัว อย่าอายที่จะไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้นให้ช่วยฝากงาน หรือช่วยแนะนำให้กับ HR ของบริษัทที่เราอยากทำงานด้วย
ถ้าท่านเป็นคนที่ติดต่อกับผู้หลักผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ คงไม่ยากเกินไปที่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าท่านเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าไปเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่ หรือมีของไปฝากอยู่สม่ำเสมอก็คงยากสักหน่อย ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็จงรีบปรับปรุงตัว เวลาไปหาใครก็จงมีของติดไม้ติดมือไปฝากเป็นสินน้ำใจสักหน่อย ไม่ต้องซื้อของแพงก็ได้ เป็นขนมอร่อยๆ สักถุงสองถุงก็น่าจะเป็นเรื่องดี
ผ่านไป 2 ข้อแล้ว ไม่ทราบว่าบัณฑิตจบใหม่จะสอบ 2 ข้อนี้ผ่านหรือไม่? ถ้าไม่ผ่านก็ขอเชิญติดตามข้อแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมได้ในสัปดาห์หน้า คงมีสัก 23 ข้อที่เหมาะให้หลายคนสามารถเลือกนำไปใช้ได้ผลค่ะ
&<2288;







