posttoday
เตรียมรับมือ “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร”

เตรียมรับมือ “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร”

07 มีนาคม 2553

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

สังคมไทยหลังวันที่ 26 ก.พ. 2553 ยังตกอยู่ท่ามกลางอันตราย ยังไปไม่พ้นความเสี่ยงต่อ “สงครามกลางเมือง” ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

คนไทยจำนวนมากยังคงหูตาพร่ามัว

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับยศ ทรัพย์ อำนาจ

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับทุจริตคอร์รัปชันผ่านสารพัดโครงการใหญ่ๆ ของรัฐ

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับความขัดแย้งทางการเมือง

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับการมอมเมาประชาชนด้วยข้อมูลข่าวสารสารพัดรูปแบบ

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับความรุนแรงทั้งในและนอกรูปแบบ

กลุ่มหนึ่ง หูตาพร่ามัวกับ “อัตตา” ที่ใหญ่คับบ้านคับเมือง

มีคนไม่มากนักในสังคมไทยเวลานี้ ที่ยังคงครองตัวอย่างเป็นปกติอยู่ได้ท่ามกลางความขัดแย้งที่แหลมคมขึ้นทุกวัน

มีคนไม่มากนักในสังคมไทยเวลานี้ ที่ไม่ถูกลากโยงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลเกมแห่งความขัดแย้ง

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ไหลบ่าท่วมทับคนไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนยากจะแยกจำแนกออกว่าข่าวไหนคือข่าวจริง ข่าวไหนคือข่าวปล่อย หากไม่ตั้งสติพิจารณาแต่ละข่าวสารให้ดี คงหนีไม่พ้นตกเป็นเครื่องมือของกลเกมทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย

หรือไม่ก็คงหนีไม่พ้นตกไปอยู่ในกลุ่มของบุคคลที่กำลังหูตาพร่ามัวร่วมกันกับคนอื่นๆ ซึ่งพอหูตาพร่ามัวเสียแล้ว ก็ยากจะใช้ปัญญาอย่างคนปกติได้อีก ในโลกนี้จะมีอะไรน่าวิตกไปกว่าคนที่สูญเสียศักยภาพในการใช้ปัญญาอย่างคนปกติเป็นไม่มีอีกแล้ว คนเรานั้นเมื่อถูก “อคติ” ท่วมทับจิตใจจนหนาเตอะ ก็ยากเหลือเกินที่จะสามารถหวนกลับมาใช้ปัญญาอย่างเป็นกลางได้อีก และประเทศที่มากไปด้วยคนที่สุดโต่งทางปัญญาก็คือ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่ความเป็นรัฐที่ล้มเหลวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ในสถานการณ์ที่ “ข่าว” ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเข้มข้น เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างทุกวันนี้ ควรที่เราคนไทยผู้รักประเทศไทยอันเป็นที่รักจะต้องมี “หลัก” ในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร เพราะหากไม่มีหลักที่แน่นหนักเป็นหลักฐาน โอกาสที่จะพลัดหลงตกไปอยู่ท่ามกลางกระแสแห่ง “ข่าวปล่อย” อันมีพื้นฐานมาจาก “ข่าวลวง” ของพวก “สื่อเทียม” ก็มีอยู่สูงเป็นอย่างยิ่ง

พระพุทธศาสนาได้เสนอท่าทีในการบริโภคข่าวสารอย่างมีสติไว้ในพระสูตรชื่อ “กาลามสูตร” (องฺ.ติก.20/505/241) ซึ่งพระสูตรนี้ฝรั่งตะวันตกยกย่องกันมากว่าเป็นพระสูตรที่แสดงท่าทีของความเป็น “ปัญญาชน” อย่างสูงยิ่ง เพราะหากใครปฏิบัติตามแล้วก็ยากมากที่จะถูก “กลืน” ด้วย “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร”

ท่าทีในการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างปัญญาชนจากกาลามสูตรมีอยู่ด้วยกัน 10 ประการ กล่าวคือ

1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา

2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือต่อๆ กันมา

4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

5.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตรรกะ

6.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

8.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่าสอดคล้องกับทฤษฎีที่ตนตั้งธงไว้แล้ว

9.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่าโดยรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นไปได้

10.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการวางใจว่าผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ทำไมท่านจึงเน้นว่า “อย่าปลงใจเชื่อ” คำตอบก็เพราะว่า ท่านต้องการเน้นให้เรารู้จักใช้ “วิจารณญาณ” และลงมือปฏิบัติการทดสอบสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตนเองอย่างถี่ถ้วน (ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงข้อมูลข่าวสาร) จนเกิดความรู้เชิง “ประจักษ์” ขึ้นมาด้วยตนเองอย่างมีหลักฐานแน่นแฟ้นแล้วนั่นแหละจึงค่อย “รับ” หรือ “ปฏิเสธ” ข่าวสารอย่างมีเหตุผล

คนไทยเรานั้นมีแนวโน้มที่จะ “เชื่อ” อะไรง่ายๆ อยู่แล้ว เพราะสังคมของเราไม่เน้นให้คนรู้จักการ “คิด” ด้วยสมองของตนเอง ดังนั้นเราจึงถูกมอมเมาด้วยขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารกันอย่างง่ายดาย

การเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก “คิดอย่างมีเหตุผล” นี่แหละคือหัวเชื้อชั้นดีที่จะทำให้คนไทยด้วยกันเอง ถูกลากจูงไปเป็นเครื่องมือของความรุนแรงอย่างง่ายดาย และมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยมีค่าเท่ากับ “ธนาธิปไตย” มาอย่างยาวนาน

ก็หวังว่าท่าทีในการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะถูกเผยแพร่ให้กว้างขวางเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งสงคราม “ไทยฆ่าไทย” ให้ลดความรุนแรงลง อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะช่วยทำให้เรารู้จักหยุดพิจารณาทุกข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะตัดสินใจเชื่ออะไรช้าลงสักนิดก็ยังดี

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ