posttoday
“เรื่องเด็กๆที่ไม่เด็ก”

“เรื่องเด็กๆที่ไม่เด็ก”

18 มีนาคม 2555

สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ, วิทยาลัยประชากรศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย...รศ.ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ

สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ, วิทยาลัยประชากรศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาคุยเรื่องเด็กๆ ที่ไม่เด็ก และไม่เล็กเลยค่ะ เรื่องเด็กนี่เป็นเรื่องของมุมมองที่ต่างกันค่ะ หากถามคนที่อยู่ในวงการบันเทิง คนที่ดูสื่อทางทีวีก็จะได้คำตอบว่า เด็กเป็นวัยน่ารัก น่าทะนุถนอม ดูแล้วสดชื่นดี เด็กไทยสมัยนี้มีความสามารถ กล้าแสดงออก หากถามคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจตอบว่าเด็กเป็นแก้วตาดวงใจ ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด (ต้องปั้นให้ดีที่สุด) หรือบางคนอาจตอบว่าเด็กเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดู หากถามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ทำงานเรื่องเด็ก ก็ (คง) ได้คำตอบว่า เด็กเป็นอนาคตของชาติ ต้องดูแลให้ดี ต้องจัดการให้ได้ และต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นอนาคตของชาติที่ดีและมีคุณธรรม ไม่ทำให้สังคมเสื่อมเสีย ในคำขวัญวันเด็กต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันก็กล่าวไว้ในทำนองที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ ถ้าเด็กฉลาด ชาติก็จะเจริญ วันนี้ผู้เขียนจึงคิดเลยไปว่า แล้วสถานการณ์เด็กของไทยเราเป็นอย่างไร และไทยเราจะเจริญเหมือนอย่างที่เราอยากให้เป็นได้จริงหรือเปล่า ก็เลยอยากนำแนวคิดการพัฒนากับเด็กและสถานการณ์การเด็กในบ้านเรามาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พัฒนาที่ผู้เขียนคุ้นเคย มีการกล่าวถึงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับคนไว้อย่างชัดเจน โดยในอดีตแนวคิดทางด้านการพัฒนามักจะเป็นมุมมองการพัฒนาที่มีฐานมาจากทุน (Exogenous Growth) ซึ่งใช้ได้ดีในยุคหนึ่ง แต่ทุนนี้มักจะมีผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ลดลงไปเรื่อยๆ และแนวคิดนี้ใช้ได้ไม่ดีนักในประเทศที่มีการพัฒนาที่มีฐานมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) หรือเครือข่ายทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว เรียกว่าแนวคิดการพัฒนาที่มีฐานมาจากทรัพยากรมนุษย์ (Endogenous Growth) ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่าทุนมนุษย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากทุนมนุษย์สามารถส่งผลตอบแทนต่อประสิทธิภาพการผลิตต่างๆ ที่สูงได้ โดยการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ประกอบกับคุณภาพของทุนมนุษย์ที่ดีจะสามารถส่งผลต่อการพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ ในประเทศต่างๆ ที่เรารู้จักก็มีการใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น ประเทศเกาหลีไต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งทำให้การพัฒนาในประเทศเหล่านี้เป็นไปแบบก้าวกระโดด โดยหากพูดเป็นภาษาชาวบ้าน เรียกว่าเค้าแซงไทยไปแล้วหลายขุมทีเดียว

ทีนี้ต้องมาดูว่าการพัฒนาโดยใช้การพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางนั้นทำกันอย่างไร โดยส่วนใหญ่ก็คือ การพัฒนาคุณภาพพื้นฐาน เช่น การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการศึกษา การมีระบบสาธารณสุขและระบบสาธารณูปโภคที่ดี รวมถึงการมีความมั่นคงของมนุษย์ที่ดี ซึ่งหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้วเราต้องเริ่มที่การพัฒนาเด็ก เพราะ “เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” และ “เด็กคืออนาคตของชาติ” โดยนักวิชาการในแขนงต่างๆ ได้ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กนั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเลยทีเดียว เพราะหากมารดามีความรู้และเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอด จะทำให้ลูกเกิดรอด มีความสมบูรณ์ และแม่ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว นอกจากนี้การเลี้ยงดูทารกด้วยความรักความอบอุ่น มีอาหารที่เพียงพอและเหมาะสม จะทำให้ทารกมีพัฒนาการสมวัย มีความเฉลียวฉลาดทางปัญญาและทางอารมณ์ ก็จะทำให้เกิดผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตในประเทศในด้านต่างๆ อย่างมหาศาล และรัฐก็ไม่ต้องใช้จ่ายมากมายในการดูแลสุขภาพของคนในประเทศอย่างที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้

ทีนี้เรามาดูสถานการณ์เด็กในบ้านเรากันบ้าง เราพบว่าหลังจากที่ประเทศไทยมีโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติที่สอดรับนโยบายชะลออัตราเพิ่มประชากรในปี 2513 การเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างที่รัฐอยากให้เป็น โดย 40 ปีที่แล้วผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยมีลูกมากกว่า 6 คน แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1.3 คนเท่านั้น โดยแนวโน้มการมีบุตรนี้ลดลง และคาดว่าใน 10 ปีข้างหน้าจะมีเด็กไทยเกิดปีละประมาณ 7 แสนคนเท่านั้น นโยบายการลดประชากรนี้น่าจะมีผลดีหากเด็กที่เกิดน้อยมีคุณภาพ แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดข้อมูลสถิติแล้ว ตัวเลขต่างๆ ยังคงน่าเป็นห่วง เช่น มีการคาดประมาณว่าแต่ละปีในปัจจุบันมีสตรีตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านท้อง แต่คลอดออกมาเป็นทารกปีละ 8 แสนราย ซึ่งรายที่สูญเสียไปก็มีสาเหตุมาจากการเสียชีวิต และการทำแท้ง แต่ละปีเรามีเด็กที่เกิดจากแม่ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี และ 20 ปี ที่อาจจะยังไม่พร้อมจะเป็นแม่มากถึงร้อยละ 10.4 และ 15.5 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการคลอดที่ชาวบ้านยังทำกันเองอยู่ร้อยละ 5 ซึ่งเสี่ยงต่อสุขภาพมารดาและทารก และมีทารกที่คลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (2,500 กรัม) มากถึงปีละ 7 หมื่นราย โดยมีทารกที่คลอดออกมาแล้วติดเชื้อจากมารดา หรือพิการอีกมากมายทีเดียว ที่น่าเป็นห่วงคือ ในการสำรวจในช่วงไม่กี่ปีที่แล้ว พบว่าในบ้านเรามีหญิงตั้งครรภ์เกินครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 59) ขาดสารไอโอดีนที่ส่งผลให้ทารกตายในครรภ์ แท้ง พิการแต่กำเนิด หรือปัญญาอ่อน (โรคเอ๋อ) เรามีแม่ที่ต้องเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอดเฉลี่ยวันละ 1 คน และมีทารกที่ตายก่อนจะฉลองวันเกิดครบ 1 ขวบปีละประมาณ 1 หมื่นราย (หรือวันละ 28 คน!)

ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วคงนึกเหมือนผู้เขียนว่า “น่าเศร้าใจ” และดูเหมือนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในบ้านเราที่เราคิด (เอาเอง) ว่าน่าจะดี กลับดูไม่มีอนาคตอย่างไรไม่ทราบ นี่แค่ดูที่สถานการณ์การเกิดเท่านั้นนะคะ วันหลังผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังถึงแนวโน้มสติปัญญาเด็กไทย การดูแลเด็ก และการศึกษาของเราว่าเป็นอย่างไร วันนี้พื้นที่หมดเพียงเท่านี้ แต่บอกล่วงหน้าได้ค่ะว่า “น่าเป็นห่วง”

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง