
แห่ศัทธาชาวนครฯ
คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่างประทับใจกับความงามของภาพพระจันทร์ทรงกลดหลังพระศรีศากยะทศพลญาณ
โดย...กาญจน์ อายุ
เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2555 คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่างประทับใจกับความงามของภาพพระจันทร์ทรงกลดหลังพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ องค์พระประธาน ณ พุทธมณฑล ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชาของพุทธศาสนิกชน
คนกรุงเทพฯ น่าจะชอบวันสำคัญทางศาสนา เพราะนอกจากจะไม่ต้องไปทำงานแล้ว ยังเป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวหยุดพร้อมกันและได้ไปทำบุญไหว้พระด้วยกัน แต่การทำบุญไหว้พระของแต่ละจังหวัดมีการทำพิธีกรรมในวันมาฆบูชาที่ต่างกัน ในปีนี้ฉันได้มีโอกาสลงใต้ไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อร่วมงาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ วันมาฆบูชา” ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นงานประเพณีที่คนนครฯ ทำสืบต่อกันมากว่า 700 ปี
เรื่องประวัติความเป็นมาของงานประเพณีนี้ได้รับความรู้จาก “ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หนึ่งในแกนนำหลักที่ผลักดันให้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุกลายเป็นประเพณีระดับโลก และเป็นผู้เสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก
ฉัตรชัย กล่าวว่า งานแห่ผ้าขึ้นธาตุมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1773 ในปีนั้นมีหลักฐานว่าคนแห่ผ้าขึ้นธาตุกันแล้ว ซึ่งแสดงว่าพระธาตุในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารย่อมมีอายุแก่กว่าพิธีกรรมนี้ และพระธาตุแห่งนี้ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้านใน ด้านบนปลายสุดของธาตุจะมีสิ่งหนึ่งคล้ายถ้วยทองขนาดเล็ก เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะขังอยู่ด้านใน และน้ำในถ้วยจะระเหยเป็นไอกลับไปสู่ท้องฟ้าและกลั่นมาเป็นฝนอีกครั้ง ดังนั้นฝนที่ตกในเมืองนครฯ จะเสมือนเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์จากยอดพระธาตุ ฉัตรชัย ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าเห็นคนนครฯ เดินตากฝนก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเดินรับน้ำมนต์
กลับมาที่งานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ผ้าที่นำมาแห่นั้นเรียกว่าผ้าพระบฏ ซึ่งตามแต่สมัยโบราณในผ้าพระบฏจะเป็นภาพพุทธประวัติที่คนเขียนเองด้วยมือ แต่ปัจจุบันคนเขียนลายพระบฏในนครฯ ไม่เหลือใครแล้ว ทำให้ชาวบ้านนำผ้าสีเหลือง ขาว หรือแดง มาแห่ขึ้นธาตุแทน ผ้าพระบฏผืนเดียวที่มีลายพุทธประวัติคือผ้าพระบฏพระราชทานที่จะมาแห่เฉพาะในวันมาฆบูชา และเมื่อแห่รอบพระธาตุครบ 3 รอบ ก็จะพับเก็บไปรักษาไว้เหมือนเดิม
ฉัตรชัยมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าผ้าพระบฏที่แท้จริงจะหายไป เพราะเด็กรุ่นใหม่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องคร่ำครึไม่สนใจ และครูในโรงเรียนก็ไม่สอนให้เห็นถึงความสำคัญของผ้าพระบฏนี้ด้วย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2530 ฉัตรชัยในฐานะอาจารย์เริ่มสอนนักเรียนให้เห็นถึงความสำคัญ และ “บังคับ” ให้เด็กมาร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ
“งานประเพณีเก่าๆ มันเหมือนยาขมที่รู้ดีว่ามันมีประโยชน์ แต่ไม่มีใครอยากกิน ดังนั้นเราต้องบังคับให้เขากิน ถ้าเขาเริ่มกิน เริ่มรู้ว่ามันมีประโยชน์ ต่อไปเขาก็จะกินมันโดยที่เราไม่ต้องบังคับอีก”
อนาคตของงานแห่ผ้าขึ้นธาตุนี้ ฉัตรชัยหวังจะให้มันเป็น “เทศกาลระดับโลก” เพราะผ้าพระบฏที่เมืองนครฯ มีพบอยู่เช่นกันในประเทศศรีลังกา พุทธคยา ประเทศอินเดีย และชเวดากอง ประเทศพม่า ถ้าทำให้ทั้ง 4 พื้นที่เกิดความเชื่อมโยงกันได้ มันจะกลายเป็น 4 มุมเมืองของการท่องเที่ยวทางธรรม
นอกจากนี้ ฉัตรชัยยังเป็นคนเขียนเอกสารเสนอให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้กำลังรอให้คณะรัฐมนตรีเซ็นชื่ออนุมัติเพื่อผ่านไปยังองค์การยูเนสโก ประเด็นที่ฉัตรชัยยื่นเสนอไปคือรูปแบบศิลปกรรมของพระธาตุที่สะท้อนให้เห็นแบบเจดีย์ลังกาในไทย และยังเป็นแบบพระธาตุให้สถานที่อื่นๆ ในภาคใต้และภาคตะวันตก และพระธาตุแห่งนี้เป็นปูชนียสถานที่มีชีวิต ที่แม้จะมีอายุยาวนานมากว่า 700 ปี แต่ก็ยังมีคนบูชา และรูปปั้นต่างๆ ในวัดก็ยังมีชีวิต เห็นได้จากคนยังนำแบบของรูปปั้นไปทำเป็นจตุคามรามเทพ ฉัตรชัย กล่าวว่า ถ้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก ทั้งวัดและพระธาตุก็จะถูกรักษา ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้ว่าฯ ไปกี่คน สถานที่ของคนนครฯ แห่งนี้ก็จะมีอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน
งานวันมาฆบูชาปีนี้ไม่ได้เชิญสังฆราชจากต่างประเทศมาร่วมงานอย่างปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีงบซื้อตั๋วเครื่องบินให้ท่าน เหตุที่ไม่มีงบส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทศบาลนครศรีธรรมราชชุดใหม่ไม่เข้าร่วมทำงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ทำให้งบก้อนใหญ่หายไป จากปีที่แล้วมีงบจัดงานประมาณ 6 ล้านบาท แต่ปีนี้เหลือเพียงประมาณ 2 ล้านบาท และยังทำให้ระยะเวลาในการจัดงานลดลง จากปีที่แล้วจัดงาน 7 วัน ปีนี้ลดเหลือ 5 วัน
บรรยากาศงานแห่ผ้าขึ้นธาตุสำหรับคนที่เคยมาเป็นครั้งแรกอย่างฉัน พอเห็นผู้คนที่ต่อแถวแห่ผ้าท่ามกลางอากาศร้อนระอุและหนาแน่นไปด้วยผู้คน มันทำให้ฉันรู้สึกว่า “ตัวเองเป็นชาวพุทธแต่เปลือก” คนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาว และเด็กตัวเล็กๆ ที่เมืองนครฯ แห่งนี้ต่างหากที่มีวิญญาณพุทธศาสนาเต็มหัวใจ
น้ำหนักของม้วนผ้าที่คนท้ายขบวนถือ ถ้าไม่ใช่เพราะความศรัทธา พวกเขาคงวางมันลงพื้นไปแล้ว
อุณหภูมิของอากาศและจำนวนพุทธศาสนิกชนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะความตั้งใจจริงที่จะนำผ้าขึ้นไปบูชาพระธาตุ พวกเขาคงดูรายการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน
ภาพที่เห็นสามารถเรียกได้ว่าเป็นคลื่นศรัทธาของคนนครฯ และจังหวัดใกล้เคียงที่ตั้งใจจริงที่จะมาเคารพบูชาพระธาตุ อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
และอีกหนึ่งแห่งในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารที่สำคัญไม่แพ้กันคือ พิพิธภัณฑสถานวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ภายในได้จัดแสดงทรัพย์สินมีค่าที่ชาวบ้านนำมาถวายแด่องค์พระธาตุ ทั้ง แก้ว แหวน เงินทอง และบางคนศรัทธาถึงขนาดยกทรัพย์สินให้ทั้งตู้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่จะเป็นการวางเหรียญไว้บนพระธาตุเสียมากกว่า
ปีนี้งานแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาได้ผ่านไปแล้ว พุทธศาสนิกชนทุกคนได้นำผ้าไปห่มรอบพระธาตุได้สำเร็จทุกคน แต่พิธีกรรมอายุ 800 ปี อาจลบเลือนไปในช่วงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยไปร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุหรือเข้าวัดไหว้พระ การสืบสานให้พิธีกรรมนี้ดำรงอยู่จะเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ วัยรุ่นให้ความสำคัญ เด็กให้ความสำคัญ ภาครัฐให้ความสำคัญ ภาคเอกชนให้ความสำคัญ หรือพูดง่ายๆ คือ “ทุกคนให้ความสำคัญ”
เมื่อทุกคนเห็นความสำคัญแล้ว ทุกคนจะไม่อยากเสียมันไป







