
สตีฟ จ๊อบส์ กับมรณัสสติ (ตอนที่ 3 ต่อ) บทภาวนาเพื่อเจริญ "อัปปมาทธรรม"
ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวัจนะอยู่มากมายที่พระพุทธองค์ทรงชี้ชวนให้เห็นว่า
สตีฟ จ็อบส์ กับมรณัสสติ (ตอนที่ 3 ต่อ) บทภาวนาเพื่อเจริญ ‘อัปปมาทธรรม’
ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวัจนะอยู่มากมายที่พระพุทธองค์ทรงชี้ชวนให้เห็นว่า ความตายเป็นสัจธรรมสุดท้ายของชีวิตที่เราไม่อาจเบือนหน้าหนีหรือปฏิเสธได้ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงควร “เผชิญหน้ากับความตาย” และ “เรียนรู้จากความตาย” รวมทั้ง “สร้างประโยชน์จากความตาย” ให้ได้มากที่สุด
พระพุทธดำรัสที่ตรัสถึงความตายอันคู่ควรแก่การน้อมนำมาพิจารณาเพื่อส่งเสริมการเจริญมรณัสสติและกระตุ้นให้ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทมีเป็นอเนกประการ ในบทความนี้ขอคัดมาให้พิจารณาพอเป็นแนวทางดังต่อไปนี้
อัปปมาทถา
พุทธพจน์เปลี่ยนใจให้ไม่ประมาท*
ข. คุณค่าทางจริยธรรมของไตรลักษณ์ (ด้านทำจิตเป็นอิสระและด้านทำกิจโดยไม่ประมาท)
-อนิจจตาแห่งชีวิตและการเห็นคุณค่าของกาลเวลา (ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)
“ประโยชน์ที่มุ่งหมาย ตนจะได้ในที่ใด ด้วยวิธีใด จะด้วยการเข้าไปพูดกันเฉพาะตัว ด้วยการปรึกษาท่านผู้รู้ ด้วยการรู้จักเจรจา ด้วยการจ่ายทรัพย์ หรือด้วยขนบธรรมเนียมอย่างใดก็ตาม ก็พึงพากเพียรในที่นั้นๆ ด้วยวิธีการนั้นๆ หากรู้ชัดว่าผลที่หมายนั้นเป็นสิ่งที่เราก็ตาม ผู้อื่นก็ตาม ไม่อาจจะได้ ก็ไม่พึงเศร้าโศก พึงยับยั้งตั้งกำหนดใจทำการอย่างมั่นคงว่า ทีนี้เราจะทำอย่างไรต่อไป”
“จะตายก็ไปคนเดียว จะเกิดก็มาคนเดียว ความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลายก็เพียงแค่ได้มาพบปะเกี่ยวข้องกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นสำหรับท่านผู้ได้เรียนรู้มามาก เป็นปราชญ์ มองเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงธรรมแล้ว ความโศกเศร้าทั้งหลาย แม้ใหญ่หลวง ก็ไม่ทำให้ท่านเร่าร้อน เรานั้นจะบริหารยศ ฐานะ และโภคทรัพย์ จะบำรุงเลี้ยงภรรยาและหมู่ญาติกับทั้งประดาชาวประชานอกนั้น นี่คือกิจหน้าที่ของท่านผู้รู้”
“คนเขลาย่อมคิดการแต่ว่า ฤดูฝนเราจะอยู่ที่นี้ ฤดูหนาว ฤดูร้อน เราจะอยู่ที่นี้ หาตระหนักถึงอันตรายไม่ เมื่อเขาหลงใหลอยู่กับลูกหลานและสัตว์เลี้ยง มีจิตติดข้องอยู่ในทรัพย์สินสิ่งของต่างๆ มัจจุราชก็มาพาเอาเขาไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านที่หลับใหลไป ฉะนั้น เมื่อถูกพญามัจจุราชครอบงำไม่ว่าบุตร ไม่ว่าบิดา ไม่ว่าญาติพวกพ้อง ถึงจะมีก็ช่วยต้านทานไม่ได้ จะหาที่ปกป้องในหมู่ญาติ เป็นอันไม่มี บัณฑิตสำรวมตนด้วยศีล ทราบเหตุผลดั่งนี้แล้ว พึงรีบชำระทางดำเนินสู่นิพพานโดยเร็วพลัน”
“ชีวิตนี้น้อยจริงหนอ คนย่อมตายทั้งที่อายุยังไม่ถึงร้อยปี ถึงแม้อยู่ได้เกินกว่านั้น ก็ต้องตาย เพราะชราอย่างแน่นอน
“ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่หวงแหนไว้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ผู้ที่มองเห็นว่าความพลัดพรากกันจะต้องมีแน่นอน ดั่งนี้แล้วไม่ควรอยู่ครองเรือน คนสำคัญหมายสิ่งใดว่า นี่ของเรา ก็ต้องละสิ่งนั้นไปเพราะความตาย บัณฑิตผู้เป็นพุทธมามกะทราบความข้อนี้แล้ว ไม่พึงโน้มเอียงไปในการที่จะยึดถืออะไรๆ ว่าเป็นของเรา
“คนที่รักใคร่ตายจากไปแล้ว ย่อมไม่ได้พบเห็นอีก เหมือนคนตื่นขึ้นไม่เห็นสิ่งที่ได้พบในฝัน คนที่เขาเรียกว่าชื่อนี้ๆ นั้น ก็แค่ได้พบเห็นกันบ้าง ได้ยินถึงบ้าง คนที่ตายจากไปแล้ว ก็เหลือแต่ชื่อเท่านั้นที่จะพึงกล่าวขวัญถึงได้ ผู้ที่ติดใคร่ในสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมละความโศกความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมุนีทั้งหลายผู้มองเห็นความเกษม จึงละสิ่งที่เคยหวงแหนเที่ยวไป บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงท่านผู้ไม่แสดงตนในภพ (คือพระอรหันต์) ว่าเป็นบุคคลที่สอดคล้องเหมาะกัน สำหรับภิกษุผู้บำเพ็ญความหลีกเร้นถอนจิต (ได้แก่พระที่ยังศึกษาอยู่ คือเป็นเสขะ หรือกัลยาณปุถุชน) ซึ่งเสพเสนาสนะอันสงัด
“มุนีไม่ติดในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำใครๆ อะไรๆ ให้เป็นที่รักให้เป็นที่ชัง ความร่ำไห้และความตระหนี่จึงไม่แปดเปื้อนมุนีนั้น เหมือนดังน้ำไม่เปื้อนใบบัว หยาดน้ำไม่ติดใบบัว วารีไม่ติดปทุมฉันใด มุนีก็ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นได้ยินและสบทราบ ฉันนั้น ท่านผู้ทรงปัญญา (พระอรหันต์) ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายด้วยสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสบทราบ ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยวิธีการอย่างอื่น ท่านไม่ติดใคร่ (อย่างพาลปุถุชน) และก็ไม่หน่ายแหนง (อย่างกัลยาณปุถุชนและพระเสขะ)”
“ทรัพย์สมบัติละทิ้งคนไปก่อนก็มี คนละทิ้งทรัพย์สมบัติไปก่อนก็มี ท่านผู้รักใคร่กามารมณ์เอย ผู้ครองทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนเลย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกในยามที่คนทั้งหลายพากันโศกเศร้า”
“ดวงจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวง แล้วก็แรมลับ ดวงอาทิตย์ฉายแสงส่องโลก แล้วก็อัสดง โลกธรรมทั้งหลายนั้น ข้าพเจ้ารู้เท่าทันแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกในยามที่คนทั้งหลายพากันโศกเศร้า”
“ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เหล่านี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนไปได้เป็นธรรมดา ผู้มีปัญญาดี มีสติ รู้จักสิ่งเหล่านี้แล้ว พิจารณาเห็นว่าเป็นของผันแปรไปได้เป็นธรรมดา สิ่งน่าปรารถนาก็ย่ำยีจิตของท่านไม่ไดั ถึงสิ่งไม่น่าปรารถนาก็ไม่ทำให้ท่านคับแค้น ความยินดีก็ตาม ความยินร้ายก็ตาม ท่านกำจัดได้หมด หายลับ ไม่มีเหลือ ท่านทราบสภาวะที่ไร้โศก ไร้ธุลี มีสัมมาปัญญา เป็นผู้ลุถึงฟากฝั่งภพ”
“รูปกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไป แต่ชื่อและโคตรไม่เสื่อมสลาย”
“กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกันไปกับตัวมันเอง”
“วัยสิ้นไปตามคืนและวัน”
“กาลเวลาล่วงไป คืนวันผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอนตามลำดับ ผู้เล็งเห็นภัยในความตายดั่งนี้ หวังความสงบ พึงละเหยื่อล่อในโลกเสีย”
ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วซึ่งได้ทำไว้ ณ ที่ไหนๆ เลย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นกลัวความตายที่จะมาถึง”
“ตั้งอยู่ในธรรมแล้วไม่ต้องกลัวปรโลก”
*คัดมาจากหนังสือพุทธธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) บทที่ 3 ตอน 2 หน้า 78/1 ถึง 78/12







