
ยื่น 11,222 รายชื่อ เสนอร่ายกฏหมายองค์กรอิสระด้านสิ่งแวด
เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันลงชื่อ 11,222 รายชื่อ เสนอ “(ร่าง) พระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พ.ศ. ...” ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อยืนยันเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสองอีกครั้ง หลังจากที่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเตะถ่วง ขัดขวางทุกช่องทางจากหน่วยงานราชการ นักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับผู้ประกอบการเอกชน และกลุ่มนายทุน ที่ไม่ต้องการเห็นองค์การอิสระประเภทนี้เกิดขึ้น
สำหรับ (ร่าง) พระราชบัญญัติองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. ... ก่อนหน้านี้ ได้ถูกรัฐบาลก่อนหน้านี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภามาครั้งหนึ่งแล้ว โดยได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งลงมติรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. 2554 และอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 ของวุฒิสภา แต่ต่อมามีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2554 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีมติไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป เพราะไม่ได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป
ในช่วงนั้น เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ รวมทั้งสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ออกแถลงการณ์ขอคัดค้านมติ ครม.ที่ไม่ยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีทบทวนแก้ไขมติเพื่อยืนยันร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระฯ ฉบับที่อยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา แต่ก็มิได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล จึงทำให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป
ทั้งนี้ การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายโดยภาคประชาชนเข้าไปใหม่ในครั้งนี้ เป็นไปตามสิทธิโดยชอบตามมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คือ การส่งเสริมให้มีหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนก่อนที่หน่วยงานรัฐจะอนุมัติหรืออนุญาตให้ดำเนินโครงการ
โดยขั้นตอนหลังจากนี้คาดว่ารัฐสภาจะทำการตรวจสอบรายชื่อประชาชนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบทั้งหมด 90 วัน ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถพิจารณาได้ แต่ในส่วนของขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อนี้ทราบข่าวมาว่ารัฐสภากำลังจัดทำระบบใหม่เพื่อเป็นการลดระยะเวลาในการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อให้สามารถพิจารณาได้ทันก่อนการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะถึงนี้
การได้มาซึ่งรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและเหนียวแน่นของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) สมัชชาองค์การเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีมวลสมาชิกกว่า 200 องค์กรทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ได้ร่วมกันใช้สิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 163 ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยคาดหวังว่าสภาจะให้คำตอบว่าจะรับร่างกฎหมายองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ฉบับภาคประชาชนหรือไม่โดยเร็ว จากนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งภาคประชาชนก็จะมีโอกาสที่จะส่งตัวแทนภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย รวมถึงองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนฯ จะได้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ภาคประชาชนเห็นถึงความสำคัญของกฎหมายดังกล่าว และร่วมกันสนับสนุนให้รัฐบาลผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมาให้เร็วที่สุด
สัญชัย สูติพันธ์วิหาร อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ กอสส. (เฉพาะกาล) และเป็นผู้ร่วมร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า หลักการและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ กอสส. คือ การเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระในการทำงาน ให้ความเห็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และเน้นการทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคณะกรรมการต้องให้ความเห็นต่อโครงการ ไม่ใช่ให้ความเห็นต่อรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอEHIA) มีกระบวนการตัดสินใจพิจารณาอนุมัติโครงการ และที่สำคัญต้องเป็นองค์การอิสระที่ตรวจสอบได้ ต้องจัดให้มีประชุมสมัชชาองค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานขององค์การอิสระด้วย
ด้าน เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หากพิจารณาตัวอย่างขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศเนเธอร์แลนด์ จะพบว่าองค์การอิสระของเนเธอร์แลนด์มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ข้อ คือ เป็นองค์กรที่ให้ความเห็นชอบโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรง ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ความเห็นประกอบเหมือนประเทศไทย แต่มีการตรวจสอบการทำงานของโครงการที่เข้าข่ายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่แค่พิจารณาขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้ความเห็นอย่างประเทศไทยเรา นอกจากนี้องค์การอิสระยังต้องทำงานเชิงวิชาการควบคู่กันไปด้วย เช่น การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ภายใต้สภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งรับคำแนะนำและประสานการทำงานขององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ของต่างประเทศในเรื่องการทำงานด้วย
ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นบทท้าทายรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้งหนึ่ง ว่าจะได้ดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 หรือไม่ ในข้อ 5.3 ที่ว่า “จะผลักดันกฎหมายว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการรักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้หลักการบุคคลที่ก่อให้เกิดภาวะมลพิษต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และหลักการการตอบแทนคุณค่าระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม
แต่หากรัฐบาลยังเบี้ยวหรือเฉไฉเตะถ่วงเรื่องดังกล่าว เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ก็พร้อมที่จะต้องออกมาเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับรัฐบาล นักการเมืองสังกัดรัฐบาลทุกคน หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย โดยเฉพาะจะต้องขัดขวางโครงการหรือกิจกรรมของรัฐบาลทุกโครงการ ไม่ว่ารัฐบาลจะสร้างภาพ “เอาอยู่” หรือ “ไม่เอาอยู่” หรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะกระบวนการต่อต้านที่เป็นไปตามกฎหมาย นั่นคือ การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ยันศาลรัฐธรรมนูญ ซัดกันทุกศาล เพื่อให้ได้ข้อยุติว่ารัฐบาลเป็นของประชาชนหรือเป็นของฝ่ายทุนนิยม







