
‘ตกเป็นข่าว’ เทรนด์ฮิต ‘เพิ่มมูลค่า’ ดาราดัง
อะไรทำให้นักแสดงสาว อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ สามารถครองตำแหน่ง “ฮอต” อันดับ 1
โดย...มีนา
อะไรทำให้นักแสดงสาว อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ สามารถครองตำแหน่ง “ฮอต” อันดับ 1 ของวงการไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดหลายปี นอกจากการดูแลรูปร่างและผิวพรรณแล้ว สาวอั้มยังรู้จักบริหารเสน่ห์ตัวเองอยู่เสมอ ด้วยการทำให้ตัว “ตกเป็นข่าว” อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น “ข่าวดี” หรือ “ข่าวร้าย” ผลก็คืองานอีเวนต์ทั้งหลายต่างอยากจะเชิญสาวอั้มไปร่วมงานกันทั้งนั้น แม้ต้องจ่ายค่าตัวชั่วโมงละ 1.5 แสนบาท! หรืออย่างกรณีข่าวเปิดเผยความสัมพันธ์ของ “พระเอกไม้เลื้อย” ชาคริต แย้มนาม กับสาววุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ จนเจ้าตัวประกาศทีเล่นทีจริงว่า ถ้าอยากให้ไปร่วมแบบแพ็กคู่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยก้อนโต!
เมื่อกาลก่อน การสร้างข่าวเพื่อให้ตัวเองโด่งดังเพื่อหวังผลโปรโมตผลิตภัณฑ์อย่างตอนออกอัลบั้ม ช่วงมีละครออนแอร์ แต่ปัจจุบันนั้นไม่ต้องเลือกเวลา เพราะว่าโลกก้าวสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบ ดารากลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้ดึงดูดนักข่าว งานไหนเชิญคนที่ตกเป็นข่าวไปร่วมอีเวนต์ ก็เท่ากับเป็นตัวดูดกองทัพนักข่าวให้แห่ไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ผลก็คือแฮปปี้ทุกฝ่าย ทางดาราก็ได้เป็นข่าวสมใจ พีอาร์ออร์แกไนเซอร์ก็แฮปปี้ดี๊ด๊าที่สามารถเชิญสื่อมาได้ทะลุเป้า แล้วทำไมเจ้าของสินค้าจะไม่ปลื้มที่แบรนด์ของตัวเองจะได้ไปปรากฏในทุกสื่อ
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ยุคสมัยเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าการตกเป็นข่าวคือข้อดีซะงั้น อย่างเรื่องคลิปเสียงหลุดกรณี พิงค์กี้–ธัญญ่า ที่กลายเป็นซีรีส์เรื่องยาว ได้นำพาสาวธัญญ่ามาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ความงามยี่ห้อหนึ่ง มีการจัดงานเปิดตัวทันทีหลังจากเธอกลับมาจากสหรัฐอเมริกา กระจอกข่าวแห่ไปทำข่าวเนืองแน่น
หรือ... กรณีอดีตคนเคยรัก เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ กับสาวก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ สมัยเปิดตัวเป็นแฟนกันใหม่ๆ ฟันค่าตัวหลักแสนบาท เมื่อควงแขนออกงานกัน แม้เพียงปรากฏกายไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ
เมื่อดาราเป็นข่าวฉาวกลับกลายเป็นตัวเรียกเม็ดเงิน ฟากเซเลบริตีก็หันไปนิยมเป็นแฟนกับนักแสดง ดูอย่างอดีตคู่รักหวานระหว่างดารากับเซเลบริตีหนุ่ม สาวอั้ม พัชราภา กับหนุ่มโน้ตวิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ก่อนหน้านั้นผู้คนรู้เพียงว่าหนุ่มโน้ตเป็นนักธุรกิจ แต่ไม่แน่ชัดว่าทำธุรกิจอะไร แต่เมื่อเป็นแฟนกับสาวอั้ม พัชราภา ก็ทำให้ธุรกิจผลิตหลอดไฟเป็นที่รู้จัก เรียกว่าจะขยับขยายทำอะไรก็ง่ายขึ้น มีผลทำให้หลอดไฟเพิ่มยอดขาย รวยหนักไปกว่าเก่าอีกอักโข
เจ้าของบริษัทเอเยนซีและประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง (ไม่ประสงค์ออกนาม) ให้ทัศนะว่า การสร้างกระแสความนิยมของคนในวงการบันเทิง รวมทั้งเซเลบริตีถือเป็นเรื่องปกติที่ก่อนแสดงละครดาราก็ต้องออกงานเพื่อโปรโมตละคร แต่พักหลังๆ ดารามักนิยมสร้างกระแสข่าวในด้านลบซะมาก เรียกว่าสร้างกระแสแบบซีรีส์ต่อเนื่องแบบไม่จบสิ้น ทำให้กระจอกข่าวต้องติดตามไปนำเสนอข่าว เพื่อตอบสนองความอยากรู้ของประชาชน
“ดาราบางคนมีปล่อยคลิปหลุดออกมาเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเองก็มี พอมีนักข่าวมาถามก็บอกไม่มีอะไร แต่กลุ่มนี้จะดังได้ไม่นาน แต่กลุ่มเจ้าของสินค้าก็สนใจดาราที่มีข่าวฉาว ยิ่งเป็นงานฉาบฉวยที่จัดเพื่อเอาสีสัน หรือเพื่อออกสินค้าใหม่ๆ จะนิยมจ้างดาราที่เป็นข่าวมาออกงาน แม้ชื่อสินค้าจะปรากฏด้านหลังของดาราเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่เจ้าของสินค้าก็ยอมจ่ายสตางค์ เพราะแบรนด์ของเขาจะไปสู่กลุ่มผู้บริโภคโดยตรง
การสร้างข่าวในแง่ลบของดารา จึงเหมือนเป็นการสร้างแบรนดิงให้กับตัวเองไปเลย ดิฉันมองว่าเดี๋ยวนี้ดาราเป็นกลุ่มถูกจับจ้อง จนดารากลายเป็นอุตสาหกรรม อาชีพดาราเป็นอาชีพเสี่ยง ดาราใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ดารายุคนี้จึงอายุสั้น โลกมันเปลี่ยน ดาราจะอยู่ได้ต้องทำตัวฮอตตลอดเวลา”
เป็นข่าวแบบไม่ตั้งใจ
ศุภชัย นิลวรรณ รองกรรมการผู้จัดการสายงานเพลงลูกทุ่งและธุรกิจเพลง บริษัท อาร์เอส ผู้บริหารค่ายอาร์สยาม ที่มีนักร้องในสังกัดอย่าง น้องใบเตย อาร์สยาม หรือ สุธีวัน ทวีสิน นักร้องลูกทุ่งสุดเซ็กซี่ที่มีข่าวกับหนุ่มวี-วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ และสาวปุ๊กลุก–ฝนทิพย์ วัชรตระกูล ให้ทัศนะเกี่ยวกับการทำตัวเป็นข่าวของดาราว่า ชีวิตนักแสดงก็เหมือนพลุที่ยิงขึ้นฟ้า ยิ่งโชติช่วงชัชวาลมากก็มักดับเร็ว ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยกับการทำตัวดังเพียงชั่วข้ามคืนด้วยกระแสข่าวในด้านลบ ซึ่งเป็นความโด่งดังที่ไม่ยั่งยืน
“อย่างกรณีน้องใบเตยนักร้องในสังกัด ผมได้เรียกมาสอบถามแล้ว น้องบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ทั้งขโมยขึ้นบ้านหรือเป็นข่าวกับนักแสดงหนุ่ม ซึ่งช่วงนี้น้องมีผลงานอยู่ด้วย ก็ถือเป็นช่วงเวลาของมัน
อาร์สยามอยู่ในวงการมานาน เราไม่นิยมสร้างข่าวแบบนี้ให้นักร้องในสังกัดอยู่แล้ว เรื่องนี้เรามีการตักเตือนไปว่า เวลาตอบคำถามนักข่าวให้พูดจาระมัดระวัง มีสติ ไม่พาดพิงถึงบุคคลที่ 2 และ 3 เพราะหากเกิดข่าวไม่ดีบริษัทก็จะเสียชื่อไปด้วย ถ้าข่าวฉาวเลยจุดที่เขาจะควบคุม ก็อาจเกิดแรงต่อต้าน ดังนั้นพูดอะไรต้องมีสติ
เราไม่มีการเซตฉากสร้างข่าวให้นักร้อง ไม่มีประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสนใจแต่เรื่องงาน แต่เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งเราไม่ยุ่ง ได้แค่ตักเตือนให้ซาๆ ความเป็นข่าวลงนิดหนึ่ง ”
‘ข่าวฉาว’ ขายไม่ได้เสมอไป
เจ้าแม่อีเวนต์ ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ผู้ก่อตั้งบริษัท ตือ ออร์แกไนเซอร์แถวหน้าของเมืองไทย กล่าวว่า เวลาจ้างดารามาร่วมงานนั้น เขาไม่ได้โฟกัสที่ “ข่าวฉาว” แต่เลือกที่บุคลิกของดาราว่าเหมาะกับสินค้าตัวนั้นๆ
“บางคนเป็นข่าวดังมาก แต่เขาไม่เหมาะกับเรา เราก็ไม่ได้ฉวยโอกาสเอาเขามาสร้างแบรนดิงให้กับเรา เพราะนักข่าวสนใจมางานจริง แต่แบรนดิงของเราไม่ได้ขาย เราก็ไม่เอา
ส่วนตัวพี่คิดว่าดาราก็ไม่ค่อยอยากเป็นข่าวกันมากหรอก แต่เมื่อตอนนี้เขามีข่าว เขาก็เป็นที่สนใจเป็นธรรมดา เพราะการเป็นข่าวก็เหมือนกับได้โปรโมตตัวเขา นักข่าวก็ช่วยสนับสนุนด้านข่าว เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่ถ้าเป็นข่าวดีก็โอเค แต่ข่าวไม่ดีมันก็อาจเป็นแง่ลบของภาพลักษณ์สินค้าด้วยเหมือนกัน เราก็ต้องระวังที่จะทำงานด้วย
แต่ก็มีลูกค้าบางคนอยากได้นักแสดงที่กำลังอยู่ในกระแสมางาน แต่ก็ต้องนั่งพิจารณาว่าเขาเหมาะกับงานเราหรือ เช่น เราเปิดตัวสินค้ามูลค่า 6-7 หลัก แต่นำดาราที่เป็นวัยรุ่นที่กำลังเป็นข่าวฮอตก็ไม่ได้ มันไม่เหมาะ เราก็ไม่จ้าง
แต่ยอมรับว่ากระแสทั่วโลก ดาราหรือเหล่าเซเลบช่วยสร้างและส่งเสริมแบรนด์สินค้าได้มาก และส่งตรงถึงผู้บริโภคได้เร็วมากทีเดียว” เจ้าแม่อีเวนต์ กล่าว
&<2288;







