
"ปัณฑ์ชนิต สิริพาณิชพงศ์"เชียร์ลีดเดอร์รั้วจามจุรี
ดาวมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้พาไปรู้จักกับ "น้องกิ๊ก-ปัณฑ์ชนิต สิริพาณิชพงศ์" เชียร์ลีดเดอร์สุดน่ารักจากจุฬาฯ
ดาวมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้พาไปรู้จักกับ "น้องกิ๊ก-ปัณฑ์ชนิต สิริพาณิชพงศ์" เชียร์ลีดเดอร์สุดน่ารักจากจุฬาฯ
เรื่อง : วราภรณ์ / ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
น้องกิ๊ก-ปัณฑ์ชนิต สิริพาณิชพงศ์ วัย 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) คือ 1 ใน 8 ผู้นำเชียร์ หรือเชียร์ลีดเดอร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68 ปี ที่จัดภายใต้แนวคิด “ฟื้นคืนความหวัง สร้างพลังความคิด ทุกชีวิตเปิดรับความเปลี่ยนแปลง” จะชิงชัยกันในวันที่ 25 ก.พ. ณ สนามศุภชลาศัย แต่กว่าจะได้คัดเลือกให้เป็นสีสันของงาน เธอต้องผ่านการคัดเลือกจากเพื่อนๆ นับ 100 คน ให้รับหน้าที่ผู้นำเชียร์ที่ต้องซ้อมอย่างขะมักเขม้นอย่างหนัก
ปัณฑ์ชนิต เล่าถึงแรงดึงดูดที่ทำให้อยากมาทำหน้าที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ว่า เพราะตั้งแต่ปี 1 ก็ร่วมงานประเพณีฯ ในฐานะกองเชียร์และแปรอักษร ปี 2 เป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ เวลาที่เห็นกองเชียร์ของมหาวิทยาลัยเชียร์ทีมฟุตบอลของตนเองแล้ว รู้สึกมีจิตใจที่ฮึกเหิม เชียร์ลีดเดอร์เต้นด้วยท่วงท่าที่สวยงามและพร้อมเพรียง จึงอยากมาทำหน้าที่นั้นบ้าง ยิ่งปีนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพแล้วด้วย เพื่อนๆ ทุกคนจึงตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะต้องซ้อมดึกดื่น หรือเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน
“กิ๊กอยากเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติทั้งต่อตัวเองและมหาวิทยาลัย เป็นตำแหน่งที่ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เป็น การเป็นเชียร์ลีดเดอร์สอนให้เราอดทน ทำให้เรามีร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่ง อีกทั้งทำให้กิ๊กรู้ถึงการรักสามัคคี เราได้ทำงานกันเป็นกลุ่ม คณะต่างๆ ก็มาทำงานร่วมกัน แม้การจัดงานครั้งนี้จะมีอุปสรรคมาก เพราะต้องนำงบประมาณบางส่วนไปช่วยเหลือน้ำท่วม แต่พวกเราก็ตั้งใจกันเต็มที่ เพราะงานนี้ทำให้เราได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม เราต้องซ้อมหนักตั้งแต่ 4 ทุ่มครึ่ง ถึงตี 2 ซึ่งก็แล้วแต่ว่าภารกิจในวันนั้นๆ จะเสร็จเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่พวกเราลงแรงไปก็ถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก อย่างไรก็ขอเชิญพี่ๆ น้องๆ มาร่วมเชียร์ฟุตบอลประเพณีนะคะ แม้เราจะถูกตัดงบ แต่รับรองว่าชุดเชียร์ลีดเดอร์จะสวยงามเหมือนเดิม แต่จะเซอร์ไพรส์อย่างไรต้องคอยติดตามนะคะ” ปัณฑ์ชนิต พูดชวนเชิญ
อย่างไรก็ดี เมื่อปัณฑ์ชนิตรับหน้าที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์แล้ว ทำให้เธอรู้จักการใช้เวลาให้มีคุณค่ามากขึ้น เมื่อไม่ได้ซ้อมก็จะเรียนหนังสือ ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแกร่ง เพราะต้องยืนเชียร์นานกว่า 8 ชั่วโมง ร่างกายต้องแข็งแรงมากๆ หรือไม่ก็นอนพักผ่อนให้เต็มที่ จนไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่น หรือทำกิจกรรมอย่างอื่น
นี่ไม่ใช่การทำกิจกรรมครั้งแรกของน้องกิ๊ก เพราะก่อนหน้านั้นเธอเคยประกวดดาวเดือนของคณะที่มีภาคอินเตอร์ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ซึ่งน้องกิ๊กก็สามารถคว้าตำแหน่งดาวมาครองได้ หน้าที่ของดาวคณะคือ การประชาสัมพันธ์การจัดการแข่งขัน ซียู อินเตอร์เกมส์ และการได้ไปเข้าค่ายทำบุญช่วยเหลือและจัดกิจกรรมให้กำลังใจผู้ป่วยโรคมะเร็งที่วัดคำประมง จ.สกลนคร
สำหรับการเรียน ปัณฑ์ชนิตก็ทุ่มเทไม่แพ้ทำกิจกรรม และสามารถคว้าเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอจะสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 มาครองได้ สาวนักเศรษฐศาสตร์ เล่าว่า สาเหตุที่เธอเลือกเรียนคณะนี้ เพราะเธออยากทำธุรกิจของตัวเอง เช่นเดียวกับคุณพ่อเจ้าของธุรกิจค้าไม้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งเธอมองว่า เศรษฐศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ เธอจึงมีความสุขกับการติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจและฝึกพินิจพิเคราะห์ไปด้วย
“แขนงเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เรียนกว้างมาก บางครั้งข่าวเศรษฐกิจที่มีศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ก็ทำให้กิ๊กฟังข่าวเศรษฐกิจได้เข้าใจมากขึ้น จริง ๆ เศรษฐศาสตร์เป็นภาพเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก แต่ในวิชาเรียนจะเรียนด้านการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น เรียนวิชานี้ทำให้มองภาพร่วมประเทศด้านการบริหารได้ รวมทั้งเรียนวิชาบริหารองค์กร เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเรียนที่กว้างมากๆ เรียนแล้วสนุก สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในอนาคต”
เคล็ดลับเรียนเก่ง ปัณฑ์ชนิตมีเคล็ดลับง่าย ๆ คือ ตั้งใจเรียนและฟังอาจารย์ในห้องเรียน คลาสไหนอาจารย์พูดสำเนียงฟังไม่ชัดเจน ควรอัดเสียงไว้เพื่อทำความเข้าใจเอง ควรมั่นผลัดกันติวหนังสือกับเพื่อนๆ หากเรียนไม่เข้าใจหลังคราบเรียนควรสอบถามอาจารย์ประจำวิชานั้นๆ ทันทีอย่างปล่อยทิ้งไว้
วิชาด้านเศรษฐศาสตร์ที่ปัณฑ์ชนิตชอบมากที่สุด คือ เศรษฐศาสตร์มหภาค เรียนเศรษฐศาสตร์ภาพรวมของประเทศ ศึกษาจากการบริหารองค์กรใหญ่ๆ ในทั่วโลก เมื่อเรียนแล้วจะได้เปรียบเทียบไทยกับเพื่อนบ้านได้
“กิ๊กคิดว่าตอนนี้เมืองไทยด้อยกว่าเวียดนาม เพราะเขาพัฒนาเร็วมาก โดยเฉพาะด้านการศึกษา ปี 2558 ก็จะมีการเปิดตลาดอาเซียน การค้าขายจะรวดเร็ว และเพื่อรองรับการพัฒนาตรงนั้น ไทยควรพัฒนาตัวเองให้เร็วภายใน 3 ปี ทั้งทางด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร ที่สำคัญไทยต้องมีความสามัคคีกันในชาติด้วย”







