posttoday
สวามี เวทะ ภารตี 1

สวามี เวทะ ภารตี 1

15 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อสุดสัปดาห์ ต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่ได้ไปปฏิบัติภาวนาและฝึกสมาธิ

เมื่อสุดสัปดาห์ ต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่ได้ไปปฏิบัติภาวนาและฝึกสมาธิ

โดย..หนูดีวนิษา เรซ

เมื่อสุดสัปดาห์ ต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่ได้ไปปฏิบัติภาวนาและฝึกสมาธิ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่พิเศษเพราะเป็นการปฏิบัติในแนวที่หนูดีไม่เคยได้ฝึกมาก่อน และคุณครูที่สอนก็ไม่เคยได้เป็นครูบาอาจารย์กันมา เพราะเป็นครูชาวอินเดียมาจากเมืองใกล้เทือกเขาหิมาลายัน

ชีวิตในแต่ละปีของคนเราก็ประหลาดนะคะ บางปีหนูดีต้องถึงขั้นเตรียมลางาน หนีงานกันเลยทีเดียวเพื่อให้ได้ไปปฏิบัติธรรม แต่ในบางปีแบบปีนี้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมแบบไม่ต้องพยายามมาหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ที่เป็นครั้งพิเศษ เพราะหนูดีได้เรียนรู้ในเนื้อหาที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน และครู หรือคุรุ ครั้งนี้ก็คือ ท่านสวามี เวทะ ภารตี จากอาราม เมืองฤษีเกษ ประเทศอินเดียค่ะ จากที่ไม่รู้จักก็กลายเป็นประทับใจ จนถึงขั้นตามไป “รับมนตรา” หลังจากจบคลาส และยังคุยๆ กับแม่ว่าอยากตามไปเรียนรู้ต่อเนื่องถึงเมืองฤษีเกษอีกด้วย

ต้องขอเล่าว่า เกิดเรื่องโกลาหลในวันแรกของการภาวนา เพราะหนูดีขึ้น Status ไว้ “มางานภาวนากับสวามี” ปรากฏว่าระหว่างภาวนามีข้อความจากเพื่อนๆ หลายข้อความประมาณ “หนูดีแต่งงานแล้วเหรอ ทำไมไม่เชิญกันบ้าง” พอเบรก ก็เลยต้องตอบข้อความไปว่า “มางานท่านสวามีค่ะ ไม่ใช่มากับสามี” แหมถ้าแต่งต้องเชิญเพื่อนๆ แน่นอน แต่นาทีนี้วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา กลุ่มหนูดีก็ยังคงรักษาความโสด ประดุจเกลือรักษาความเค็มกันต่อไป เพิ่งมีคนเดียว ที่ขายออกไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเพื่อนๆ สาวๆ พากันไปกั้นประตูและไปช่วยเชิญสังข์รดน้ำด้วย เป็นที่สนุกสนานและชื่นใจของหนูดีมาก

กลับมาที่เรื่อง “ท่านสวามี เวทะ ภารตี” อีกรอบนะคะ คุณแม่หนูดีเป็นสมาชิกหนังสือ “โยคะสารัตถะ” ของกลุ่มโยคะวิชาการ ซึ่งหนูดีไปร่วมเข้าเรียนหลายคลาสและชอบทุกครั้ง เนื่องจากเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร จึงมักมีครูโยคะดีๆ ที่ตั้งใจจริงมาสอนเรื่อยๆ เมื่อมีการจัดภาวนาของท่านสวามี คุณแม่จึงอยากลองไปและชวนหนูดีไปเป็นเพื่อนด้วย แม้จะไม่รู้จักมาก่อน แต่เนื่องจากคลาสนี้ จัดที่โรสการ์เด้น สวนสามพราน (ซึ่งกำลังจะตัดคำว่า “โรสการ์เด้น” ออกไปแล้ว เพราะที่นั่นปลูกกุหลาบไม่ขึ้นเหมือนในอดีตแล้วค่ะ แต่สถานที่ยังคงสวยโดนใจหนูดีเหมือนเดิม) จึงคิดว่าถ้าไม่ชอบคลาส ก็ถือว่าไปนอนพักเล่นๆ ริมแม่น้ำตอนสุดสัปดาห์ก็แล้วกัน

ปรากฏว่าเมื่อไปถึง หนูดีชอบและประทับใจตั้งแต่วันแรก เพราะชั่วโมงแรกก็เริ่มสอนการนั่งสมาธิแบบโยคีเลย ซึ่งเป็นการจัดท่านั่งและนอนสมาธิแบบที่ทำให้เราไม่ค่อยเมื่อย และนั่งอยู่นานมากที่สุดตามสภาพร่างกายของแต่ละคน

ท่าแรกที่ครูชาวอินเดียสอน ก็คือท่า “มักราซัน” หรือท่านอนจระเข้ เป็นท่าที่เราต้องนอนคว่ำเอามือทั้งสองข้างมาจับกันไว้ใต้หน้าผาก แล้วยกไหล่ขึ้นเล็กน้อย วางหน้าผากลงบนหลังมือซ้าย แล้วหันปลายเท้าไปคนละด้าน ให้กระดูกสะโพกแนบลงสนิทกับพื้นที่เรานอน ท่านี้ จะทำบังคับให้เราต้องหายใจด้วยกระบังลมแบบชัดเจน คือ ท้องเราจะกดลงกับพื้น เวลาหายใจเข้าก็เลยจะเห็นอาการท้องพองและยุบแบบชัดเจนมาก ครูสอนว่าทุกครั้งก่อนที่จะนั่งสมาธิให้ทำท่านอนนี้ก่อนเสมอ การนั่งสมาธิในรูปแบบนี้จึงต้องมีเสื่อยางสำหรับเล่นโยคะเป็นพร็อพประกอบค่ะ หนูดีลองทำแล้วก็ชอบ แม้จะหายใจลำบากนิดเพราะมีการกดทับ แต่ว่าเราจะเห็นสภาพร่างกายตัวเองแบบชัดเจนมาก เมื่อลมหายใจเริ่มเข้าจังหวะสักพักเราจะค่อยๆ เอามือทั้งสองออกจากใต้หน้าผากไว้ข้างๆ ศีรษะ แล้วเอาหูแนบพื้นเบาะทีละข้างเพื่อคลายกล้ามเนื้อคอ แล้วค่อยๆ พลิกตัวนอนตะแคง แล้วคราวนี้ก็ค่อยๆ หงาย กลายเป็นท่าศพ หรือ “ศพอาสนะ”

ตอนเล่นโยคะแรกๆ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หนูดีงงมาก ทำไมต้องมาทำท่าศพ อัปมงคลที่สุด แหะ แหะ ตอนนั้นยังเด็ก เลยงง เพราะคนไทยไม่ชอบพูดเรื่องการตาย ไม่ชอบเรื่องศพๆ แต่เมื่อฝึก ก็กลายเป็นท่าฮอตฮิตสุดโปรดในกลุ่มพวกเรา เพราะได้นอนพักสบาย แถมหลังๆ ยังฝึกสมาธิแบบอสุภะไปเลย คิดเสียว่าวันหนึ่งเราก็ต้องนอนตายแบบนี้ เป็นศพแบบนี้ ปลงจริงๆ ค่ะ นอนนิ่งๆ แบบนั้นสักพักจนใจนิ่ง ก็ค่อยๆ ลุกเป็นท่านั่งขัดสมาธิ

ปกติแล้วเวลาหนูดีไปนั่งสมาธิที่ไหน ไปปั๊บก็จะลงนั่งเลย ขัดสมาธิแบบดุ่ยๆ จัดท่าจัดทางให้หลังตรงพอตัว มือขวาทับมือซ้าย นิ้วโป้งชนกัน ศีรษะตั้งตรง แล้วก็หลับตาหายใจเข้าออกตามลมหายใจที่ท้องพอง ท้องยุบประมาณนั้น และถ้าเริ่มเมื่อยก็จะขยับบ้างตามสมควร แต่เมื่อมาเข้าเรียน “การนั่งสมาธิ” แบบที่เริ่มตั้งแต่การจัดท่าทาง ก็เริ่มเห็นว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เพราะเขาสอนตั้งแต่การจัดกระดูกสันหลัง โดยมีเบาะสูง 24 นิ้ว ให้เลือกตามสภาพโครงกระดูกของเรา การปรับหัวไหล่โดยการยกไหล่ขึ้นมาและหมุนไหล่ไปมาหน้าหลัง การหมุนคอหันคอซ้ายและคอขวา ค่อยๆ ยืดเส้นเอ็น การเอามือค่อยๆ นวดไล่กล้ามเนื้อบนหน้าให้คลายตัวตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงคางและกลับขึ้นไปใหม่ รวมถึงการเช็กว่าตัวเราโยกไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างๆ หรือเปล่า เพราะเมื่อตัวเราผิดสมดุล กล้ามเนื้ออีกฝั่งก็จะดึงรั้ง ทำให้เมื่อออกจากสมาธิแล้วจะเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจนไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง

ใน 3 วันนั้น เราตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่อลงมาห้องประชุมฝึกโยคะและทำสมาธิต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่หนูดีเริ่มติดใจเสียแล้ว เพราะเป็นการเริ่มวันที่สดใสจริงๆ

หากใครคิดจะนั่งสมาธิเป็นประจำในปีนี้ หรือนั่งอยู่แล้วแต่เมื่อยขบๆ เสมอๆ แบบหนูดี อยากแนะนำว่า ก่อนลงนั่งให้ลองนอน 2 ท่านั้น แล้วเมื่อลุกก็ยืดคอ ยืดไหล่ และพอนั่ง ก็อย่าลืมเก็บคอลงมาหาอก ซึ่งช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ

ยังมีเรื่องราวแปลกใหม่ที่ได้เรียนรู้ อยากเล่าให้ฟังอีก แต่เนื้อที่หมดเสียแล้ว พบกันสัปดาห์หน้านะคะ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก