
มหาสักการะบูชามาฆบูชาครั้งที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ณ ประเทศอินเดีย (ตอน ๓)
เพราะฉะนั้น การเข้าถึงพระพุทธเจ้าในสมัยของเราจึงต้องเข้าถึงด้วยการเรียนรู้ศึกษา
เพราะฉะนั้น การเข้าถึงพระพุทธเจ้าในสมัยของเราจึงต้องเข้าถึงด้วยการเรียนรู้ศึกษา
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
และเข้าถึงด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ถึงพระธรรม... พระธรรมอันนั้น ก็คือ ธรรมที่ปรากฏอยู่ใน “พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งเป็นอริยสัจธรรม... ผู้ที่เข้าถึงธรรมดังกล่าวนั้น ก็จะเข้าถึงความหมายแห่งการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้ที่ถึงซึ่งความหมายแห่งการได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมนำไปสู่ความประเสริฐ นำไปสู่ความสุขความเจริญ และที่สุด นำไปสู่ความสิ้นทุกข์ที่แท้จริง
จึงไม่แปลก... ในปัจฉิมสมัยสืบเนื่องต่อมาของพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงเน้นย้ำสั่งสอนให้สาวก หรือบริษัท หรือศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย มุ่งการปฏิบัติเป็นสำคัญ เรายกการปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาอันสูงสุด และกล่าวถึงความสำคัญของการบูชาอันเป็นหลักปฏิบัติว่า เป็นผู้เข้าถึงพระองค์... แม้จะมีพระสงฆ์ หรือพวกเราทั้งหลายเกาะชายจีวรของพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้อยู่ใกล้
... ผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์นั้น ต้องอยู่ใกล้ด้วยการปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างรู้เข้าใจในความหมายธรรม ของคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ที่แท้จริง
เช่นเดียวกันกับที่เราทั้งหลายเป็นนักบวช เป็นบรรพชิต เป็นพระสงฆ์ เป็นภิกษุ ความสำเร็จของความเป็นนักบวชนั้นจึงไม่ได้อยู่ที่ผ้าเหลืองที่หุ้มกาย การปลงผมให้ศีรษะโล้น แต่ความหมายอยู่ที่ “การเข้าถึงหลักธรรมคำสั่งสอน”... การเข้าถึงนั่นคือ การถือปฏิบัติถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย นั่นหมายความว่าเราเข้าถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริงด้วยหัวใจที่มีธรรม ด้วยการปฏิบัติที่มีธรรม ด้วยความประพฤติที่ถูกต้องตามพระวินัยทุกประการ
จึงมีข้อสรุปชัดเจนว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่วัตถุศาสตร์ ไม่ใช่บุคคลตัวตน ไม่ใช่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ใช่สถูปเจดีย์ ไม่ใช่พระพุทธรูป แต่พระพุทธศาสนาคือสัตถุศาสน์ เป็นคำสั่งสอนตามพระธรรมวินัย และคำสั่งสอนนั้นก็คือ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ชอบดีแล้วที่ปรากฏอยู่ในพระปฐมเทศนาที่ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ดังนั้นถ้าเรารู้จักบูชาพระธรรมจักร ได้ศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ นั่นจึงเป็นการเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ถูกต้อง ในฐานะ “พุทธบริษัท”
แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าเราจะปฏิเสธวัตถุอันถูกต้องตามหลักธรรมนั้น เช่น พระศรีมหาโพธิ์เป็นเจติยะ สถูปทั้งหลายก็เป็นเจติยะ หรือพระพุทธรูปทั้งหลายก็เป็นเจติยะ ซึ่งจะต้องเข้าใจเข้าถึงในความหมายแท้คือ ให้รู้ ให้เข้าใจ ในความหมายของวัตถุนั้น รู้ถึงตัวธรรมะที่อยู่ในวัตถุนั้นเป็นสำคัญ จึงจะถือว่าเป็นศาสนิกชนในพระศาสนานี้
ถึงแม้เราจะนั่งเฝ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาทุกวัน เฝ้าเช้าเฝ้าเย็น เก็บใบโพธิ์ใส่ย่ามทุกวัน ที่เราทำดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนิกชนในพระพุทธศาสนา แต่ว่าหากเรารู้จักความเคารพในวัตถุนั้นด้วยความสำคัญที่รู้ถึงธรรมะและแก่นธรรมที่เป็นความหมายธรรมในพระศรีมหาโพธิ์นั้น ก็จะเป็นเรื่องของความเป็นพุทธศาสนา... นั้นหมายถึงการเข้าถึงคำสั่งสอนที่เป็นไปเพื่อการดับอวิชชา หรือเพื่อให้ถึงซึ่งวิชชา จะได้ทำความทุกข์ให้สิ้นไปด้วยปัญญาธรรมนั่นเอง...
นี่คือ... ความลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาที่ไม่ได้สอนให้ปฏิเสธโลก แต่ไม่ได้ยินดีในโลก หรือยอมรับโลก... ให้เข้าใจในความจริงของโลกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ให้เข้าใจในความจริงของธรรมทั้งหลายที่มีเหตุมีปัจจัย... เหตุปัจจัยใดทำให้ธรรมนี้เกิดขึ้น เราก็เข้าใจในความจริงนั้น... โดยรวมความรู้รวบยอดสู่ความจริงที่ว่า “ธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง และธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน สรรพธรรมทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย” อันเป็นไปตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนที่ประกาศ “กฎความเป็นอนัตตา” ที่สวดไปเป็นพระสูตรที่สองต่อเนื่องจากพระสูตรที่หนึ่ง
ในพระสูตรที่สองที่เรียกว่า อนัตตลักขณสูตร เป็นการประกาศความจริงของการรู้แจ้งว่า... ที่รู้แจ้งตามพระพุทธศาสนานั้น ซึ่งต้องเข้าถึงความจริงในกฎที่เรียกว่า กฎอนัตตา อันเป็นความจริงขั้นอริยสัจที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ แสดงความเป็นปกติเช่นนี้ ไม่เปลี่ยนไปจากนี้... ไม่แปรเป็นอย่างอื่น ด้วยหลักความเป็นธรรมดาอย่างนี้เองที่ปรากฏมีอยู่ในโลกนี้
ดังนั้น ถ้ามีบุคคลมาถามพวกเราทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันใด หรือกฎอันใดที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศอันเป็นความจริงแท้ที่ปรากฏในหลักธรรมคำสั่งสอน...”
ชาวพุทธต้องตอบได้ชัดเจนว่า หลักธรรมที่เป็นความจริงแท้ ที่เรียกว่า อริยสัจ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ชอบและทรงประกาศเป็นพระธรรมคำสั่งสอนอันเป็นสัจธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ได้แก่ “กฎความเป็นอนัตตา” นั่นเอง สมดังพระภาษิตที่ทรงแสดงไว้ว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ” เพื่อความเข้าใจในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ อันเราทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สมดังพระภาษิตที่ทรงกล่าวไว้ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ”... กฎอนัตตา จึงมีพระภาษิตว่า สัทธะ ธัมมา อนัตตา ... รวมความหมายว่า “ธรรมทั้งปวงนั้น รวมเข้าสู่ความจริงที่เรียกว่า อนัตตา”
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







