posttoday
ศึกแดงเดือด..บานปลาย

ศึกแดงเดือด..บานปลาย

13 กุมภาพันธ์ 2555

กลายเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โตไปซะแล้ว

กลายเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โตไปซะแล้ว

สำหรับศึกแดงเดือดระหว่าง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับคู่อริตลอดกาล “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

จริงๆ แล้วคำว่า แดงเดือด นั้น มีที่มาจากทั้งสองทีมมีสีประจำสโมสรคือ สีแดงเหมือนกัน ส่วนคำว่าเดือดนี่มาจากการที่คู่นี้พบกันทีไรต่างเตะกันไฟแลบ ไม่มีใครยอมใคร

อีกทั้งช่วงหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือทีมที่มาช่วงชิงความสำเร็จไปจาก ลิเวอร์พูล จึงทำให้คำว่า แดงเดือด มันสมบูรณ์แบบมากขึ้น

แต่ปัจจุบันบอกได้คำเดียวว่า มันไม่ใช่!!! เมื่อความเดือดส่วนใหญ่มักลุกลามออกไปนอกสนามแทนที่จะเป็นรูปเกมที่สนุก โดยเฉพาะฤดูกาลนี้

ศึกแดงเดือด..บานปลาย

ย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เกมแดงเดือดครั้งแรกของฤดูกาลนี้เกิดขึ้นที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด นอกจากประตูที่ได้กันไปฝั่งละลูก ที่เหลือแทบไม่มีอะไรให้จดจำ ทว่าหลังจบเกมกลับมีเรื่องราวจนได้ เมื่อ ปาทริซ เอวรา แบ็กซ้ายผีแดง ไปให้สัมภาษณ์ว่า โดน หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าหงส์แดงพูดจาเหยียดผิว

จากนั้นทั้งคู่ก็ตกเป็นข่าวรายวัน เอวรา ยืนยันว่าถูกเหยียดจริง ส่วน ซัวเรซ ก็ยอมรับว่าพูด แต่ไม่ใช่คำรุนแรง สุดท้ายสหพันธ์ฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) จึงยื่นมือเข้ามาตัดสิน บทสรุปออกมาว่า ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัยผิดจริง ทำให้ถูกโทษแบนยาวถึง 8 นัด พร้อมปรับอีก 40,000 ปอนด์ (ราว 2 ล้านบาท)

นั่นเป็นชนวนให้เรื่องบานปลาย!!!

เกมถัดมาที่สองอริได้พบกัน เป็นศึกเอฟเอ คัพ รอบ 4 ณ สนามแอนฟิลด์ ถิ่นหงส์แดง เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา คืนวันนั้นเป็น ลิเวอร์พูล ที่เฉือนชนะช่วงท้ายเกม แต่เรื่องราวกลับไม่ได้มีอะไรมาก จนกระทั่งคำรบ 3 ที่ได้ปะทะแข้งกัน

แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดรังโอลด์แทรฟฟอร์ด ทำศึก เรดไฟต์ กับ ลิเวอร์พูล ในเกมพรีเมียร์ ลีก โดยมีประเด็นหลักที่นอกเหนือไปจากคะแนน ก็เป็นเรื่องระหว่าง เอวรา และ ซัวเรซ

ไฮไลต์มาเกิดขึ้นจนได้ ในตอนที่ทั้งสองทีมเดินจับมือกันก่อนลงสนาม เมื่อจู่ๆ ซัวเรซ ก็ไม่ยอมจับมือกับ เอวรา เอาดื้อๆ จนทำให้แบ็กเลือดน้ำหอมถึงกับฉุนผลักมือของหัวหอกอุรุกวัยทันที

ความเดือดเริ่มขึ้นนับตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา จนทำให้รูปเกมดูจืดไปทันตา ระหว่างพักครึ่งแรกก็มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สนามต้องเข้าสงบศึกระหว่างผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่เกือบมีเหตุตะลุมบอนระหว่างเดินเข้าสู่อุโมงค์ห้องพักในช่วงพักครึ่ง ทวีคูณความเดือด

เริ่มครึ่งหลังมาเพียง 5 นาที “ปีศาจแดง” ก็ออกนำไปถึง 20 จากการเหมาของ เวย์น รูนีย์ ศูนย์หน้าตัวเก่ง ก่อนที่ หงส์แดง จะทวงคืนมาได้ 1 ลูก จาก ซัวเรซ ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แต่ก็ไล่ไม่ทัน จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เฉือนชนะไป 21

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวของผู้ตัดสิน เอวรา ก็รีบวิ่งมาแสดงความดีใจต่อหน้า ซัวเรซ ทันที แต่คราวนี้อดีตกัปตันทีมอาแจ็กซ์ไม่ได้ตอบโต้ เพราะคงกำลังผิดหวังกับผลการแข่งขัน แต่ใช่ว่าความเดือดนั้นสิ้นสุดลงแล้ว

เมื่อเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือ “ผีแดง” ทนไม่ไหว ออกมาจวก ซัวเรซ ว่าเป็นคนนำความเสื่อมเสียมาให้กับสโมสร “หงส์แดง” อย่างแท้จริง หลังจากไม่ยอมจับมือกับ เอวรา ก่อนเกมแดงเดือด ถึงขนาดส่งสารแนะคู่อริอย่าง ลิเวอร์พูล ว่าไม่ควรจะส่งนักเตะรายนี้ลงสนามอีกต่อไป

“ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขา (ซัวเรซ) นำความอับอายมาสู่สโมสร ลิเวอร์พูล นักเตะแบบนี้ไม่ควรจะสวมชุด หงส์แดง อีกแล้ว พวกเขาเป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็ทำลายมันไปในวันนี้ ผมผิดหวังกับชายคนนี้จริงๆ สิ่งที่เขาทำช่างเลวร้ายอย่างยิ่ง” เฟอร์กี กล่าว

ด้าน เคนนี ดัลกลิช ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ออกอาการแบ่งรับแบ่งสู้ โดยยืนยันว่า ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนเกมและช่วงพักครึ่ง

“ในอุโมงค์มีความตึงเครียดมากมาย ผมไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณอยากรู้ลองถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ดูนะ เพราะผมไม่ได้อยู่” ดัลกลิช กล่าว

นอกจากนี้ ตำนานหมายเลข 7 ถิ่นแอนฟิลด์ ยังออกโรงจวกบรรดาสื่อว่ามีส่วนทำให้เรื่องราวบานปลาย เพราะมัวแต่นั่งจับตาดูกรณีจับมือครั้งนี้จนเกินเหตุ

คงต้องติดตามบทสรุปเรื่องนี้กันต่อไปว่าจะออกมาแบบไหน แต่สิ่งที่ทั้งสองทีมควรทำคือ นำความเดือดลงไปใส่แค่ในสนาม เมื่อจบเกมก็แสดงความมีน้ำใจนักกีฬาต่อกัน ไม่เช่นนั้นแฟนบอลจะห่วงแต่เรื่องราวนอกสนามมากกว่ารายชื่อคนทำประตูก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ