
คัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นถาวร อย่าเห็นแก่ตัวเอาเปรียบชุมชน
ภายหลังจากเกิดวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ได้เกิดแนวคิดของนักเทคนิควิศวกรรม
ภายหลังจากเกิดวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ได้เกิดแนวคิดของนักเทคนิควิศวกรรม
นักอุตสาหกรรม นายทุน และนักการเมืองประเภทบ่อน้ำตาตื้น เปิดเผยออกมาอยู่เนืองๆ ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 0.01% เป็นเวลากว่า 10 ปี วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมทั้งหลายในพื้นที่ที่อยู่ในแนวเส้นทางน้ำผ่าน หรือ Floodways กู้ไปดำเนินการก่อสร้างเขื่อน หรือผนังกั้นน้ำถาวรขึ้น (Levees and Floodwalls) ล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วม หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นทั้งจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี ทั้งจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจกา มาร่วมกันวางแผนให้คำปรึกษาในการสร้างเขื่อนตามนิคมฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ออกมาเสริมว่า ได้มีการประชุมร่วมกันกับรองนายกรัฐมนตรี ได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะมีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ตั้งแต่การปล่อยกู้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการสูบน้ำ และการกู้เพื่อสร้างผนังกั้นน้ำถาวร ดังตัวอย่างโมเดลของเนเธอร์แลนด์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลแต่สามารถอยู่ได้ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมเห็นชอบด้วยเต็มที่
ข้อเสนอดังกล่าวไม่เคยมีใครหรือหน่วยงานใดเลยที่จะออกมาพูดถึงผลลบหรือผลกระทบอย่างรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนหรือผนังกั้นน้ำถาวรดังกล่าวเลย หรือแม้แต่ข้อเสนอแนะทางออกหรือลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมนั้นๆ ว่าจะลดผลกระทบที่จะต้องเกิดขึ้นกับพวกเขามากขึ้นอย่างไร ก็ไม่มีหน่วยงานใดสนใจ ทุกคนทุกหน่วยงานมุ่งแต่จะเอาอกเอาใจผู้ประกอบการนักลงทุนดุจดังพระเจ้าที่จะต้องกราบคลานเอื้อประโยชน์ให้ทุกอย่างตามที่เรียกร้อง โดยชุมชนชาวบ้านรอบนิคมอุตสาหกรรมจะฉิบหายอย่างไรช่างหัวมัน
การสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวรอาจทำให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นในชุมชนรอบข้าง และสร้างความเสียหายให้พื้นที่หลายแห่งโดยรอบที่อยู่ใกล้เคียง มีไหมที่จะต้องไปทำความเข้าใจและหาทางวางแผนไม่ให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน หรือมีการกำหนดมาตรการชดเชย เยียวยา ก่อนที่จะวางแผนหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว หรือมีมาตรการการแก้ไขปัญหาน้ำหลากอย่างเบ็ดเสร็จแล้วเสียก่อน นอกจากนั้นการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการจำกัดขอบเขตการไหลของน้ำยังทำให้ลักษณะการไหลของน้ำหลากเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ระดับน้ำสูงขึ้น ความเร็วและอัตราการไหลเพิ่มขึ้น ความรุนแรงของคลื่นเปลี่ยนแปลงและเวลาเดินทางของน้ำเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ รวมทั้งลักษณะภูมิประเทศเดิมที่มีอยู่ ปัญหาเหล่านี้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลคิดหาคำตอบกันก่อนแล้วหรือไม่
คำตอบคือ ไม่มีหรอกครับ และจะมีแววว่าไม่มีต่อไปในอนาคตด้วย
รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังแก้ปัญหา โดยมีมุมมองเพียงด้านเดียวในการบริหารจัดการในการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ขาดบริบทของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอย่างจงใจ ดูเหมือนจะเป็นการท้าทายกฎหมายแม่บทของชาติ นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 30 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 และมาตรา 67 อย่างเจตนา
ปัญหาน้ำท่วมใน 7 นิคมอุตสาหกรรมของภาคกลาง เป็นที่น่าเห็นใจผู้ประกอบการทั้งเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพราะต่างได้รับความเสียหายจากวิกฤตน้ำท่วมดังกล่าวกันอย่างทั่วหน้า แต่ทว่าต้องไม่ลืมนะครับว่า ผู้ประกอบการเหล่านั้นยินยอมถือความเสี่ยงกันเอง เพราะรู้ทั้งรู้ว่าพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านั้นเป็นพื้นที่ลุ่มภาคกลางที่น้ำสามารถท่วมถึง และบางแห่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแนวทางน้ำไหลผ่าน หรือ Floodways ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเป็นมาแต่ครั้งโบราณกาล
ผู้ประกอบการและโรงงานต่างๆ เหล่านั้นถือความเสี่ยงเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจที่มากกว่าพื้นที่อื่น ทั้งเรื่องราคาที่ดินที่ถูกกว่า มีระบบโลจิสติกส์ที่ดีกว่า ประหยัดการลงทุนมากกว่า โดยไม่สนใจเลยว่าจะต้องเสี่ยงกับการถูกน้ำท่วมอย่างแน่นอน
การออกมาขับเคลื่อนหรือดำเนินการสร้างเขื่อนหรือผนังกั้นน้ำถาวรเพื่อหวังปกป้องตนเอง หรือนิคมอุตสาหกรรมของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของชุมชนรอบข้างเลย จึงเป็นแนวคิดที่ผิดพลาด และเอาเปรียบสังคม อย่าลืมนะครับว่า แม้นิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานจะถูกป้องกันอย่างแน่นหนา น้ำไม่ท่วมถึง แต่หากโรงงานผลิตสินค้าออกมาได้ จะขนส่งออกไปอย่างไร รวมทั้งการขนส่งวัตถุดิบเข้าออกโรงงานจะทำอย่างไร รวมทั้งคนงานทั้งหลายที่มักมีบ้านพักอาศัยอยู่ในชุมชนรอบโรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมสูงรอบนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานจะสัญจรเดินทางเข้าออกโรงงานได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้เหมือนลิงแก้แห อย่าคิดแต่จะได้ เอาเปรียบสังคมฝ่ายเดียวเท่านั้นเป็นพอก็ได้แล้ว
การสร้างเขื่อนหรือผนังกั้นน้ำถาวรนั้น จะเกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงตามมามากมาย ทั้งผลกระทบจากการก่อสร้าง ผลกระทบจากการเบี่ยงเบนลำน้ำจากเส้นทางเดิม จะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง เกิดความเสียหายมากเมื่อน้ำล้นสันเขื่อนหรือกำแพงกั้นน้ำ ชาวบ้านหรือชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณเหนือและหรือโดยรอบเขื่อนอาจไม่ปลอดภัย มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาอีกมากมายเหลือคณานับ
แล้วแบบนี้ยังคิดจะสนับสนุน หรือสร้างเขื่อนหรือผนังกั้นน้ำกันอีกหรือ
วันนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอคัดค้านแนวคิดและแผนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ธนาคารออมสิน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดจะปกป้องนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวกันจริง เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนแล้วละก็ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะเป็นทางออกที่มีลักษณะ WinWin คือ รัฐบาลต้องมีแผนหรือมาตรการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมเสียก่อนแล้วเท่านั้นในการป้องกันแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม ก่อนที่จะอนุมัติแผนงานหรือเงินทุนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ไปดำเนินการก่อสร้างเขื่อนหรือผนังกั้นน้ำถาวร
แต่หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังดื้อดึงหรือไม่สนใจการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวเสียก่อนข้างต้น คงหนีไปไหนไม่ได้ นอกจากจะไปเจอกันที่ศาลปกครอง...ไม่ได้ท้า แต่เอาจริงนะครับ...







