posttoday
ร้องไห้คนเดียว

ร้องไห้คนเดียว

01 กุมภาพันธ์ 2555

เข้าใน “เดือนแห่งความรัก” กันแล้วนะคะ พอเข้าเดือนนี้ทีไร หนูดีว่าคนเราจะมีภาพสองภาพหลักๆ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

เข้าใน “เดือนแห่งความรัก” กันแล้วนะคะ พอเข้าเดือนนี้ทีไร หนูดีว่าคนเราจะมีภาพสองภาพหลักๆ เวลาพูดถึงความรักคือ คนอินเลิฟ กับ คนอกหัก ซึ่งมันคือสองขั้วของอารมณ์เลยทีเดียว สำหรับคนอินเลิฟนั้นไม่น่าเป็นห่วงเลย ชีวิตดีเสียขนาดนั้น ใครๆ ก็อยากให้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ไปนานๆ แต่สำหรับคนอกหักสิคะ นอกจากซึมเศร้าสุดๆ แล้ว คนอกหักส่วนใหญ่ก็จะภาวนาให้รีบผ่านเวลาช่วงนี้ไปเร็วๆ และให้กลับเป็นปกติให้เร็วที่สุด

วันนี้ หนูดีเพิ่งได้คุยกับแม่บ้านของตัวเองที่บ้านชลบุรี แม่บ้านที่บ้านหลังนี้เพิ่งเสียสามีที่อยู่กินกันมานานได้ไม่ถึง 1 เดือน ในตอนที่หนูดีย้ายมาชลบุรีนั้น สามีของเขายังคงมีชีวิตอยู่เลยค่ะ เพียงแต่เป็นมะเร็งที่ลำคอระยะสุดท้ายแล้ว พูดไม่ค่อยได้ และมีก้อนในลำคอ มีเลือดไหลตลอดเวลา จากนั้นเพียงในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา สามีของแม่บ้านก็จากไปอย่างสงบในเวลา 9 โมงเช้า

อาการของคนที่สูญเสียคนที่รักนั้นแทบไม่ต่างกันเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นอาการอกหัก คือ จากเป็น กับการสูญเสียผ่านการตาย หรือจากตาย คือแน่นอนว่า อาการซึมเศร้า มีน้ำตา รู้สึกหมดหวัง และอีกสารพัดอารมณ์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในตัวเรามันจะประดังเข้ามา จนลำดับไม่ถูกทีเดียวว่า แล้วจะจัดการกับอารมณ์ไหนก่อน และจัดการอย่างไรดี เพราะในเมื่อไม่เคยรู้สึก หรือรู้จักอารมณ์เหล่านั้นมา แล้ววิธีการจัดการก็ย่อมไม่มีประสิทธิภาพไปด้วย เพราะไม่เคยเตรียมตัวมาก่อนเลย ไม่เคยมีใครสอนกันเลย

หนูดีคิดว่า ในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนมัธยม น่าจะมีวิชา “สอนการรับมืออาการอกหัก” นะคะ เพราะว่ายังไม่เคยเห็นใครที่รู้จักที่รอดตัวจากภาวะอกหักได้เลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นอกหักแบบ Puppy Love (ใครว่าวัยรุ่นไม่มีหัวใจ หรือว่า Puppy จะเจ็บไม่เป็น ถ้ารักเป็นเมื่อไร ก็เจ็บเป็นเมื่อนั้นล่ะค่ะ หนูดีว่า) หรืออกหักแบบเอาจริงเอาจังในวัยผู้ใหญ่ หรืออกหักแบบสูญเสียคนรักให้กับการตาย แม่บ้านของหนูดีที่สามีเสียชีวิตนั้น ร้องไห้ตลอดเวลา แต่เธอบอกว่า ... ร้องไห้คนเดียว

ถึงว่าสิคะ ตลอดเวลาที่เห็นเธอเดินทำนู่นทำนี่ในสวนในบ้าน แม้หน้าตาเธอจะเศร้าแค่ไหน แต่ไม่เคยเห็นน้ำตา และพอหันมาเห็นหนูดีเธอจะยิ้มเสมอ

ฟังแล้วเห็นภาพหนึ่งที่ทำให้หนูดีขนลุกค่ะ เพราะนึกว่าในโลกนี้จะมีคนมากมายมหาศาลแค่ไหน ที่ต้องร้องไห้คนเดียว เศร้าคนเดียว ทุกข์คนเดียว และให้เวลาค่อยๆ เยียวยาตัวเอง โดยแทบไม่มีคนนอกรู้เห็นอะไรเลย นึกแล้วเศร้านะคะ ถ้าเราเอาน้ำตาทั้งหมดของทุกคนที่ต้อง “ร้องไห้คนเดียว” ทั้งโลกนี้มาเทรวมกัน หนูดีว่าคงเต็ม 1 มหาสมุทรแน่นอน

แต่สำหรับผู้หญิงก็ยังคงโชคดีกว่าผู้ชายนิดๆ เพราะเพศของเราร้องไห้ได้ ไม่ประหลาดอะไร ไม่แปลก และถึงจะดูอ่อนแอ แต่ “ผู้หญิงก็เป็นเพศที่อ่อนแอ” อยู่แล้วใช่ไหมคะ เราเลยสามารถอ่อนแอได้แบบไม่เสียฟอร์มสักเท่าไร ไม่เหมือนผู้ชายที่ร้องไห้ไม่ได้ ลูกผู้ชายไม่เสียน้ำตา แบบนี้เพื่อนผู้ชายหนูดีบางคนเคยตั้งข้อสังเกตขำๆ ว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้หญิงถึง 10 ปีเนี่ย “ต้องเป็นเพราะว่าผู้ชายโดนสังคมบังคับให้เข้มแข็ง พอสะกดกลั้นน้ำตามากๆ เข้า มันไหลย้อนเข้าไปข้างใน ก็เลยตายเร็วไง” ฟังแล้ววิชาการเหลือเกิน ...และเหมือนอิจฉาผู้หญิงนะคะนี่ ว่าพวกเราร้องไห้ในที่สาธารณะยังไม่มีใครว่า มีแต่คนสงสารและมาปลอบ

แต่เชื่อเถอะค่ะ ผู้หญิงเองก็ร้องไห้คนเดียวไม่น้อยเหมือนกัน

นึกถึงภาพตัวเองเวลาเสียใจและอยากร้องไห้ เรามักจะ “ร้องไห้คนเดียว” เสมอๆ เพราะ 1.เกรงใจคนอื่น ไม่อยากเป็นภาระ ไม่อยากให้เขาต้องเศร้าและเซ็งไปกับเราด้วย และ 2.ขายหน้า เพราะใครล่ะคะจะอยากให้คนอื่นเห็นความอ่อนแอของเรา ยกเว้นคนที่เราสนิทด้วยจริงๆ ซึ่งในโลกนี้จะมีสักกี่คนกันที่เราจะไปร้องไห้และปรับทุกข์ด้วยได้ สำหรับหนูดีมีเพียงไม่ถึง 5 คนเท่านั้นเอง นอกจากนั้นหากมีเรื่องเสียใจและอยากร้องไห้ การร้องไห้คนเดียวจึงเป็นทางออกที่ไม่กดดันตัวเอง (เพราะได้ระบาย) และไม่กดดันคนอื่น คือ ไม่ต้องไปเป็นภาระทางอารมณ์ให้ใคร

โลกนี้เลยเหมือนมี “สองโลก” สำหรับทุกๆ คน คือ โลกที่เราอยู่คนเดียว พูดคุย ร้องไห้ และปลอบตัวเองคนเดียว กับโลกที่เรามีคนอื่นปะปนอยู่ด้วย โลกที่เราต้องมี “กาลเทศะ” มีความเหมาะสม ไม่เหมาะสม และความเกรงใจที่เรามีให้คนอื่น ด้วยการไม่เอาทุกข์ของเราไปทับถมเขา เพราะเราก็รู้ดีว่า เขาเองก็มีความทุกข์ในแบบของเขาเช่นเดียวกัน

เรื่องบางเรื่องเราเลี่ยงไม่ได้ หนีไม่ได้จริงๆ เช่น คนที่เรารัก ถึงเวลาต้องตาย ของแบบนี้อยู่นอกเหนือเงื่อนไขที่เราจะควบคุมได้ทั้งหมด และคงไม่มีใครที่จะใจแข็งเด็ดขาดได้ตั้งแต่ครั้งแรก ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย ไม่ร้องไห้ ไม่เสียใจ มีแต่ความสงบและเบิกบาน นั่นคงเป็นได้แต่ผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง แต่สำหรับคนที่เพียงตั้งต้นเดินกันอยู่ในเส้นทางที่อยากพ้นทุกข์ได้ในอนาคต แต่ในปัจจุบันยังไม่ตัด รัก โลภ โกรธ หลง ได้เสียทั้งหมด จะทำอย่างไร

หนูดีก็เพิ่งมามองเดี๋ยวนี้เองว่า อารมณ์แต่ละประเภทของเรา แม้จะลบจะบวกอย่างไรก็ตาม มันก็คือความหลากหลายของความเป็นมนุษย์ ทำให้เราได้รู้จักแง่มุมต่างๆ ของตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนไม่ชอบอารมณ์เป็นลบเลย แต่โตขนาดนี้รู้ว่าหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น หลบอย่างไรก็หลบได้แค่ช่วงหนึ่ง ในที่สุดเมื่อตัดสินใจเผชิญหน้า ก็รู้ว่าไม่ชอบหรอก แต่ “ไม่กลัว” เพราะว่าไปแล้วอารมณ์ทั้งหลายก็เป็นอารมณ์ในหัวใจเราเอง การเผชิญหน้าก็คือการพาเราให้รู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น เห็นว่าตัวเองมีอารมณ์ครบรอบหมด และพอไม่กลัวที่จะรู้จักอารมณ์ ก็เริ่มไม่กลัวชีวิตไปด้วย

และก็เลยเพิ่งสังเกตว่า คนที่กลัวอารมณ์ตัวเอง ก็คือคนที่กลัวชีวิตนั่นเองค่ะ

ในเดือนแห่งความรักนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นดีๆ ให้กับหลายๆ คนที่ “ไม่ชอบอารมณ์เชิงลบ” ของตัวเอง ให้ลองหันมามองใหม่ เมื่อใดที่เราดูแลเขาได้ ชีวิตของเราก็กลายเป็นเรื่องรับมือได้ไม่ยากเลยค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน