posttoday

สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณี... ในพระพุทธศาสนา (ตอน ๓)

01 กุมภาพันธ์ 2555

จากแนวคิดดังกล่าว จึงนำมาสู่การหาโอกาสรับฟังความเห็นแนวทางอันควรของการให้บทบาทสตรีสู่การสร้างสรรค์ ...

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

จากแนวคิดดังกล่าว จึงนำมาสู่การหาโอกาสรับฟังความเห็นแนวทางอันควรของการให้บทบาทสตรีสู่การสร้างสรรค์ ... เพื่อสันติ ตามหลักพระพุทธศาสนา และนี่คือที่มาของการจัดเสวนาในเรื่องดังกล่าว โดยการนำของ รศ.ดร.ภาวดี ทองอุไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลุ่มนักวิชาการสุภาพสตรีที่ทำงานด้านสิทธิสตรีในระดับแนวหน้าที่คร่ำหวอดกับงานสตรีมาค่อนชีวิต การจัดงานในครั้งนี้อาตมาเชื่อว่าคงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเตรียมแผนงานของอาตมาที่จะสนับสนุนผู้หญิงชาวพุทธในอินเดียให้มีบทบาทอย่างถูกต้อง...ถูกทาง...และถูกธรรม

จากการจัดเสวนาในครั้งนี้ เพราะจะได้รับรู้ว่าสุภาพสตรีในฐานะชาวพุทธที่เรียกว่า อุบาสิกา มีทัศนคติอย่างไรต่อพระพุทธศาสนาและต่อองค์กรพุทธศาสนา โดยเฉพาะกรณีบทบาทหรือสิทธิสตรีในพระพุทธศาสนา ...แต่สิ่งที่ได้รับฟังในวันนั้น ดูออกจะเป็นเรื่องของทัศนคติของสตรีต่อองค์กรพุทธศาสนาหรือคณะสงฆ์ในประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นปัญหามาจากการบวชภิกษุณีเป็นสำคัญ หลากหลายคำพูดจากวงเสวนาจึงวนอยู่กับท่าทีบทบาทของคณะสงฆ์ไทยต่อปัญหาของกลุ่มสตรีเรียกร้องให้ได้รับการบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องขอกล่าวตรงๆ ว่า ไม่ค่อยสบายใจต่อท่าทีและคำพูดของผู้ร่วมเสวนาในวันนั้นมากนัก โดยเฉพาะคำพูดที่พาดพิงพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระพุทธศาสนาอย่างไม่ควร และไม่มีสาระธรรมอันควรที่จะกล่าวพูดพาดพิงในหลายทัศนะที่ไม่เป็นไปในทางบวก ...อย่างไรก็ตาม อาตมาได้พยายามทำความเข้าใจในทัศนคติเชิงลบดังกล่าวของบุคคลผู้เสวนาบางท่าน ที่แสดงทัศนะออกมาตามความรู้สึกมากกว่าเหตุผลที่เกิดจากข้อเท็จจริง หรือมาจากสาระธรรมที่ควรแก่การพิจารณา... ซึ่งคงไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี่!!!

หลากหลายปมประเด็นจากวงเสวนาที่จัดขึ้นในวันนั้น หลายๆ ส่วนนับว่ามีประโยชน์ยิ่ง แม้แต่ในทัศนะเชิงลบต่อพระศาสนา ซึ่งทำให้อาตมานำกลับมาพิจารณา เพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นกับบทบาทพระสงฆ์ในประเทศไทยในสายตาของสตรีบางกลุ่ม ซึ่งต่อมาได้มีการพูดคุยกันในหลายๆ ฝ่าย ที่ทำงานด้านสตรีและการศาสนา โดยเฉพาะการได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวร่วมกันกับ รศ.ดร.ภาวดี และคณะ เพื่อจะได้หาข้อยุติ หรือหาทางออกจากปัญหานั้นไปสู่ความสร้างสรรค์เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา อาตมาจึงเปิดโอกาสรับฟังทุกประเด็นปัญหาที่ค้างคาใจผู้หญิง (บางกลุ่ม-บางบุคคล) จนนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีในระดับหนึ่งของทัศนคติต่อพระพุทธศาสนา ในประเด็นสิทธิหรือบทบาทสตรี จึงนำไปสู่การศึกษาปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาใจผู้หญิงในหลากหลายปัญหา กรณีสิทธิของผู้หญิง...ในพระพุทธศาสนา...

ซึ่งปัญหาแรกที่ยังวนเวียนอยู่ปากหม้อมาหลายสมัย และไม่มีทีท่าว่าจะยุติในความวกวนนั้น ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการสรุปอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ คงแต่มีความเข้าใจในหมู่คณะสงฆ์ที่ทำงานด้านพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และอาตมาเชื่อว่าแม้พระสงฆ์โดยทั่วไปก็ยังไม่ได้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ชัดแจ้ง ในปัญหาดังกล่าว ที่ยังไม่ตรงใจศาสนิกชนทั้งหลาย โดยเฉพาะกลุ่มของสุภาพสตรีคือ กรณีปัญหาการบวชของภิกษุณี ... ในพุทธศาสนา (เถรวาท) ที่มติคณะสงฆ์ไทยห้ามพระสงฆ์ทำการอุปสมบทให้แก่สตรี!!!

ก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาช้างตัวหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าห้อง (The Elephant In The Room) ของ ดร.ภาวดี ที่ปุจฉามา เพื่อจะได้นำเข้าสู่การเรียนรู้ในเนื้อหาสาระอันควรในเรื่องต่างๆ จึงต้องวิสัชนาเรื่องดังกล่าวให้แจ่มแจ้งชัดเจนก่อน อันหมายถึงปัญหาเรื่องการบวชภิกษุณีที่ผู้สนใจสิทธิสตรีส่วนใหญ่ยังเห็นเป็นเรื่องค้างคาใจนั่นเอง... และคงเป็นไปอย่างที่ ดร.ภาวดี กล่าวว่า ถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจ ก็จะโต้เถียงกันอย่างไม่รู้จบ... ทำให้ปิดหนทางการนำเข้าสู่เนื้อหาสำคัญๆ จึงใคร่ขอให้อาตมาได้ช่วยไขปัญหาดังกล่าวว่า “ทำไมผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนา (เถรวาท) ในคณะสงฆ์ไทยไม่ได้”

... จริงๆ แล้วจากกรณีเรื่องปัญหาดังกล่าว หากอยู่ในแวดวงของผู้สนใจพระพุทธศาสนาก็จะทราบว่า ได้มีข้อยุติไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ซึ่งคณะสงฆ์ไทยได้ประชุมไต่สวนกันอย่างละเอียดลออแล้ว จนมีประกาศเป็นแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ว่า คณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยมีมติห้ามพระเณรบวชหญิงเป็นบรรพชิต... โดยมีเนื้อหารายละเอียดตามประกาศฉบับดังกล่าวอยู่ในเล่ม ๑๖ หน้า ๔๕๗ ว่า

...หญิงซึ่งจักได้สมมติตนเป็นสามเณรีโดยถูกต้องตามพุทธานุญาตนั้น ต้องสำเร็จด้วยนางภิกษุณีให้บรรพชา เพราะพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีมีพรรษา ๑๒ ล่วงแล้วเป็น ปวัตตินี คือเป็นอุปัชฌาย์ ... มิได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์ และนางภิกษุณีหมดสาบสูญเชื้อสายมานานแล้ว

...เมื่อนางภิกษุณีผู้รักษาขนบธรรมเนียมสืบต่อสามเณรีไม่มีแล้ว สามเณรี ผู้บวชสืบต่อมาจากนางภิกษุณีก็ไม่มี เป็นอันเสื่อมสูญไปตามกัน

ผู้ใดให้บรรพชาเป็นสามเณรี ผู้นั้นชื่อว่า “บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติ เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว” เป็นเสี้ยนหนามแก่พระศาสนาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี...

เพราะเหตุนี้ห้ามไม่ให้พระเณรทุกนิกายบวชหญิงเป็นภิกษุณี เป็นสิกขมานา และเป็นสามเณรีตั้งแต่นี้ไป

ลงประกาศแต่วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๔๗๑

กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (สมเด็จพระสังฆราช)

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้