
สายน้ำแห่งสกอตสายฝนแห่งนอตติงฮิลล์
เรื่องและภาพ / ปราฎา เหมทิวากร
สกอตแลนด์เป็นหนึ่งในดินแดนที่เรียกขานกันว่าสหราชอาณาจักร ซึ่งสำหรับผมแล้วไม่ได้หมายถึงว่าสกอตแลนด์เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือไม่
...แต่น่าจะหมายถึงความลึกซึ้งของธรรมชาติที่หลากหลายทั้งสายน้ำ ทุ่งหญ้า และป่าเขา
ถ้าคุณยังนึกใบหน้าท่าทางของคนสกอตไม่ออก ...อย่างง่ายๆ...คือลองหาแผ่นดีวีดีเรื่องเบรฟฮาร์ต ที่เมล กิ๊บสัน เล่นเป็นวิลเลียม วอลเลซ ตำนานนักรบที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการยึดครองของอังกฤษมาชม
และถ้าคุณนึกถึงสำเนียงของชาวสกอตไม่ออกอีก ก็อยากให้หยิบแผ่นซีดีของ มาร์ก นอล์ฟเลอร์ มือกีตาร์แห่งไดร์สเตรตส์มาฟัง เพราะมันมีทั้งกลิ่นลูกทุ่งดิบๆ แบบสกอตและผู้ดี๊ ผู้ดีแบบอังกฤษ
บ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่งในฤดูที่หนาวกลางเดือน ก.พ. ช่วงที่ต้องบอกว่าเป็นเวลายะเยือกที่สุดในรอบ 30 ปี ของคนสกอตแลนด์ ผมมาถึง
“ลินน์เฮาส์” ปราสาทสไตล์โบราณในเมืองคีธ ตามที่บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) ในกลุ่มชีวาสบราเธอร์ส เชื้อเชิญให้ร่วมคณะ พร้อมด้วยผู้ชนะเกมออนไลน์ ฮันเดรด แฟนตาซี ฟุตบอลต้องบอกว่าปราสาทแบบสกอตติชแท้ๆ นั้นอลังการมาก มันเหมือนภาพจำลองวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบสกอตแท้ๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเอาไว้ ภาพเขียนสีน้ำมันบอกเล่าเรื่องราวของสกอตติช เตาผิงข้างโซฟาสีหวาน สร้างความรู้สึกอบอุ่นแก่ผู้มาเยือน และที่ขาดไม่ได้คือสกอตวิสกี้ชั้นเลิศซึ่งบ่มในถังไม้โอ๊กมานานถึง 17 ปี ก็มีให้ลิ้มลองไม่ขาด
บ้านเรือนของผู้คน ถนนหนทางในเมืองคีธ ก่อด้วยหินสีแกรนิตดิบๆ เป็นเมืองเงียบๆ แต่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติและทุ่งข้าวบาร์เลย์
ขณะที่ช่วงเวลาที่พวกเราเดินทางมาครั้งนี้เป็นฤดูหนาว ที่เหล่าใบไม้ล้วนผลัดใบ และทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ก็ถือว่ามีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ช่วง 2 วัน 2 คืน ที่อยู่ที่เมืองคีธ ในตอนเช้ามืดมีหิมะตกโปรยปราย มองจากหน้าต่างของปราสาทลินน์เฮาส์ช่างสวยงามแปลกตา
* * * * * * * *
จนถึงตอนสายเมฆก็ยังครึ้ม ...คีธทาวน์เหมือนผู้ชายขรึมๆ ที่รอคนมาทักทาย
แม่น้ำสายหลักของเมืองคีธมีนามว่า
“ไอล่า” อยู่ในแถบถิ่นที่เรียกว่าสเปย์ไซด์ ถือเป็นสายน้ำที่ชาวเมืองเรียกขานกันว่า “น้ำแห่งชีวิต” (Water of Life) เหมาะสำหรับการผลิตน้ำแร่บริสุทธิ์และกลั่นวิสกี้ชั้นเลิศ จึงไม่แปลกที่เมืองคีธและอีกหลายเมืองทางตอนเหนือของสกอตแลนด์จะเป็นแหล่งโรงงานวิสกี้ชั้นยอดที่ส่งออกไปทั่วโลกหนึ่งในนั้นคือโรงกลั่นสเตรทไอล่า (Strathisla) ของกลุ่มชีวาสบราเธอร์ส ที่ผูกพันกับคนท้องถิ่นที่นั่นมานานกว่า 100 ปี อลัน เกรก แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของฮันเดรดไพเพอร์ส บอกว่า การผลิตวิสกี้นั้นไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้อย่างเดียว แต่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของชาวสกอตแลนด์ทีเดียว
หลังผ่านกระบวนการกลั่นและหมักในถังไม้โอ๊กนานกว่า 3 ปี จนได้หัวเชื้อวิสกี้ที่มีระดับ ก็เป็นหน้าที่ของมาสเตอร์เบลนเดอร์ หรือนักผสมสูตรเหล้าจากหลากหลายสายพันธุ์
“มาสเตอร์เบลนเดอร์เปรียบเสมือนวาทยากรที่ควบคุมวงออร์เคสตรา เพื่อให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นเพลงเดียวกัน” อลัน บอกอย่างภูมิใจและเช่นเดียวกัน สัญลักษณ์หนึ่งที่ทุกคนจะติดตาเมื่อมาสกอตแลนด์ก็คือ ภาพของนักเป่าปี่สกอตที่ใส่ชุดพะรุงพะรัง และกระโปรงแบบสกอตที่ชายแท้ต้องสวมใส่ มิสเตอร์สปัด (Spud) ผู้สืบทอดตำนานแห่งนักเป่าปี่มาจากบิดา เล่าว่า นักเป่าปี่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ โดยนักเป่าปี่ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการร่วมรบในสงครามทุกครั้ง
“
ผมภูมิใจที่สืบทอดอาชีพนี้มาจากคุณพ่อ เพราะมันถือเป็นสปิริตของชาวสกอตแลนด์แท้ๆ” มิสเตอร์สปัด บอกสายน้ำแห่งสเปย์ไซด์ไม่ได้ก่อกำเนิดตำนานวิสกี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังหล่อเลี้ยงวิถีดำรงชีวิตของสกอตติชไว้อย่างแนบแน่น พื้นที่ชุ่มน้ำและอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี กลายเป็นสวรรค์สำหรับปลาแซลมอน ทุกวันนี้คีธทาวน์ยังมีชื่อเสียงในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นตำนานที่นักตกปลาจากทั่วโลกแสวงหา
ผู้คนที่นี่ใช้เบ็ดคันยาวในการตกปลาแซลมอน เหมือนภาพที่คุณเคยชมจากภาพยนตร์เรื่อง A River Runs Through It ที่แบรด พิตต์ เคยใช้อย่างไรอย่างนั้น ผู้ดูแลปราสาทบอกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเยือนเมืองนี้คือเดือน ก.ค.ส.ค. ซึ่งอากาศกำลังสบาย และใบไม้ผลิ
ความสวยงามของธรรมชาติ สภาพอากาศ และความเงียบสงบที่งดงามของสกอตแลนด์ กลายเป็นความสุนทรีย์ที่นักเดินทางทั่วโลกแสวงหา และน่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณจะไม่มีวันลืม...
*********
จากสนามบินอเบอร์ดีน เราข้ามทะเลเมฆที่กำลังกลั่นตัวเป็นหิมะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงฮีธโทรว์ สนามบินใหญ่แห่งกรุงลอนดอน สีสันของเมืองหลวงอังกฤษ ดูจะตัดกันโดยสิ้นเชิงกับบรรยากาศของเมืองเล็กๆ ในสกอตแลนด์ที่เราเพิ่งผ่านมา แหล่งช็อปปิ้งในถนนสำคัญ คลาคล่ำด้วยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก การจราจรที่ติดขัด แถวเข้าคิวที่ยาวเหยียดเพื่อซื้อฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป รถเมล์แดงสองชั้นวิ่งสลับไปมาระหว่างสองฟากถนนที่เปียกด้วยฝนและหิมะโปรยปราย ต้นไม้ใหญ่ต่างผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านแห้งๆ ใน
“ไฮด์ปาร์ก” สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง อากาศที่หนาวเหน็บประมาณ 3 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้คนที่ลอนดอนต้องเดินให้เร็วเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางผมเดินเล่นแบบชิล ชิล จากถนนออกซฟอร์ดไปนอตติงฮิลล์ เพื่อตามกลิ่นภาพยนตร์โรแมนติกชื่อดังจากฮอลลีวูด ขณะที่ผู้คนในย่านนั้นต่างพร้อมใจกันสร้างสีสันให้แก่นักท่องเที่ยวด้วยการทาสีประตูบ้านหลากสีสัน แต่กลมกลืนน่าอยู่ชะมัด จากด้านหน้านอตติงฮิลล์ เลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายเล็กๆ ที่ชื่อ
“พอตเทอเบลโล” คุณจะเห็นถนนคนเดินที่ยาวเหยียดเกือบ 1 กิโลเมตรตลาดพอตเทอเบลโลในวันเสาร์อาทิตย์ คลาคล่ำด้วยผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศ อากาศที่หนาวเย็นทำให้การเดินเที่ยวตลาดครั้งนี้สบายๆ แม้ต้องเบียดเสียดฝรั่งตัวโตๆ ในบางช่วงบางตอน หรือต้องฟังเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชีย แต่ก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่น่าเดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก พอตเทอเบลโลมาร์เก็ต แยกส่วนของสินค้าที่นำมาขายเป็นช่วงๆ ไล่ตั้งแต่ของตกแต่งบ้านแบบแอนทีก ตลาดภาพวาดที่ราคาแพงระยับ จนถึงของที่ระลึกแปลกตา เมื่อคุณเดินไปก่อนสุดถนนจะเป็นช่วงของอาหารทั้งจานด่วน ขนมปัง ร้านค้า และของสด ที่ผู้อยู่อาศัยแถบถิ่นนี้จะซื้อหาเก็บไว้กินได้ตลอดสัปดาห์
ที่ผมสนใจจริงๆ คือร้านแผ่นเสียงเก่าหายาก และร้านซีดีแบบเวิลด์มิวสิกที่ราคาไม่แพง ร้านรวงที่ตกแต่งอย่างสวยงามสร้างความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยว และเสน่ห์อย่างหนึ่งของถนนเส้นนี้คือเสียงเพลงจากนักดนตรีอิสระ นักดนตรีเปิดหมวกเล่นกีตาร์ตัวเดียวแลกกับเงินที่คนเดินผ่านอุทิศให้คราวละสิบยี่สิบเพนนีแบบเต็มใจ
ยามบ่ายของวันที่ 13 ก.พ. ก่อนวาเลนไทน์หนึ่งวัน ระหว่างที่ผมเดินดุ่ยๆ ไปบนถนนพอตเทอเบลโล ฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ แต่ดูเหมือนว่าผู้คนที่มาจะไม่ยี่หระสักเท่าไหร่ ผมเดินไปร้านหนังสือนักเดินทาง หรือ Travel Book Shop ซึ่งนับเป็นไฮไลต์ของนอตติงฮิลล์ทีเดียว
เพราะร้านหนังสือแห่งนี้คือบ้านประตูสีฟ้าที่ ฮิวจ์ แกรนต์ มาพบกับนางเอกในเรื่องที่นำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ต หลายคนบอกว่าตอนนี้ร้าน Travel Book Shop ไม่ใช่ร้านหนังสือข้างทางธรรมดา แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากไปแล้ว
มีนักท่องเที่ยวมากมายทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน ล้วนตรงดิ่งมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กระทั่งทางร้านต้องทำโปสต์การ์ดไว้ขายแก่ผู้ที่อินเลิฟหนังเรื่องนี้ ผมตรงเข้าไปในร้านเพื่อสำรวจหนังสือที่วางจำหน่าย พบว่าทั้งหมดเป็นหนังสือแนะนำการเดินทาง แผนที่ท่องเที่ยวทุกมุมโลก มีหนังสือภาพถ่ายจากตากล้องมือดี และที่ขาดไม่ได้คือหนังสือที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของทุกเชื้อชาติ ศาสนา
ผมหยิบหนังสือเล่มหนาจากสำนักพิมพ์บีบีซี ราคา 19 ปอนด์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางเช่นเดียวกัน แต่เป็นการเดินทางที่พิเศษสุด
เมื่อนิยามของหนังสือเล่มนี้ที่โปรยหัวไว้คือ
“สถานที่ที่คุณต้องเดินทางไปก่อนสิ้นลมหายใจ”ตอนไปจ่ายเงิน มีนักท่องเที่ยวผิวสีคนหนึ่งเดินเข้าไปถามแคชเชียร์ของ Travel Book Shop ว่า
“ฮิวจ์ แกรนต์ มาที่ร้านนี้บ้างมั้ยคะ” แคชเชียร์รับเงินใส่เครื่องเก็บเงิน ก่อนบอกแบบเต็มปากเต็มคำว่า “แน่นอนค่ะ เขาไม่เคยมาเลย”ผมได้แต่อมยิ้มแล้วเดินออกไปจากร้าน
ท่ามกลางเมฆฝนที่มีแววจะโปรยปรายมาอีกรอบ
ลั้นลา Travel Book Shop
และกู๊ดบาย นอตติงฮิลล์







