
ชาร์ลส์ ลาแบลล์ กับงานสถาปัตยกรรมที่รัก
นิทรรศการที่พาไปชมในครั้งนี้มีชื่อเดียวกันกับศิลปินเจ้าของผลงาน นั่นคือ “ชาร์ลส์ ลาแบลล์”
นิทรรศการที่พาไปชมในครั้งนี้มีชื่อเดียวกันกับศิลปินเจ้าของผลงาน นั่นคือ “ชาร์ลส์ ลาแบลล์”
โดย..มัทรียา
นิทรรศการที่พาไปชมในครั้งนี้มีชื่อเดียวกันกับศิลปินเจ้าของผลงาน นั่นคือ “ชาร์ลส์ ลาแบลล์” ศิลปินชาวอเมริกันผู้เริ่มต้นเก็บภาพอาคารที่ได้เข้าไปเยี่ยมเยือน ผลงานนี้รับเป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องตลอดชีพของศิลปินก็ว่าได้ เพราะเป็นเวลานานถึง 40 ปีแล้ว ที่ศิลปินได้มีความมุ่งมั่นและได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมที่เขาหลงรัก จนสร้างสรรค์งานศิลปะภาพอาคารมากกว่า 1.3 แสนภาพ จากทุกๆ อาคารบนโลกใบนี้ที่เขาเคยไปเยือน
หากจะเรียกว่าโปรเจกต์นี้เหมือนสมุดไดอะรีและเป็นชิ้นงานเชิงประวัติศาสตร์หรือเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างตัวศิลปินและสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ก็คงจะไม่ผิดแต่อย่างใด ชาร์ลส์ ลาแบลล์ ได้เริ่มต้นเดินทางสร้างผลงานทางศิลปะในแบบที่เขาสนใจและถนัด โดยใช้วิธีการนำเสนอในรูปแบบของสมุดบันทึก ผิวเผินอาจดูธรรมดาและเรียบง่าย แต่สำหรับ ชาร์ลส์ ลาแบลล์ แล้ว วิธีการนี้ช่วยในการเก็บข้อมูลรายละเอียดของภาพทำให้ชิ้นงานของเขามีความครบถ้วนและสมบูรณ์ในด้านของเนื้อหา
ส่วนการนำเสนอด้วยเทคนิคการวาดลายเส้นด้วยดินสอหรือที่เรียกกันติดปากว่า ดรออิง (Drawing) จากความชำนาญที่ศิลปินได้สั่งสมต่อเนื่องยาวนาน 40 ปี กว่า 1.3 แสนชิ้นงาน ส่งผลให้วิธีการวาดที่ดูจะแสนเรียบง่ายตามแบบฉบับของงานดรออิงนั้นมีเสน่ห์ในลายเส้น ตามเอกลักษณ์ของศิลปินที่มีลายเส้นคมบวกกับความแม่นยำและฉับไว ทว่ายังคงไว้ซึ่งรายละเอียดของสถานที่ที่แตกต่างกัน
นิทรรศการครั้งนี้ ถือเป็นนิทรรศการเดี่ยวในประเทศไทยครั้งแรกของศิลปิน นำเสนอในลักษณะศิลปะการจัดวางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ ภายในนิทรรศการจะได้พบกับภาพวาด 2 ชุด ได้แก่ Corpus ซึ่งประกอบด้วยภาพสเกตช์ 200 ภาพ และผลงานใหม่ A Kind of Counter Sublime (Bangkok Selects 2008/2010/2011) ซึ่งนำเสนอเพิ่มเติมอีก 100 ภาพ ส่วนสถาปัตยกรรมในเมืองไทยที่ศิลปินเลือกนำเสนอ อาทิ วัดมหาธาตุ ร้านสตาร์บัคส์ สาขาคลองสาน อาคารเดอะสีลมแกลเลอเรีย วัดยานนาวา เซเว่น อีเวฟเว่น สาขาพญาไท ฯลฯ
ศิลปินบันทึกตึกรามบ้านช่องด้วยกล้องถ่ายรูป แต่ไม่เคยนำภาพถ่ายเหล่านั้นมาจัดแสดง ทว่าวิธีการของเขาคือ หยิบยกเอาภาพของบางอาคารมาวาดด้วยดินสอสีน้ำลงบนพื้นเกสโซที่ละเลงบนแผ่นกระดาษจากหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับภาพวาดสถานที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถสื่อถึงความสัมพันธ์เชิงกายภาพและการแสดงออกเชิงปรัชญาที่ตัวศิลปินมีให้กับสถานที่ที่ได้ไปเยือน นอกจากรูปลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ ความแตกต่างทางด้านสถาปัตยกรรม และลักษณะทางวัฒนธรรมที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้ ผลงานของ ชาร์ลส์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบ พฤติกรรมของเขา รวมถึงวิธีการสร้างสรรค์เพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตที่แสดงถึงการอ้างอิงช่วงเวลาอีกด้วย
ในวันเปิดนิทรรศการศิลปินได้กล่าวถึงนิทรรศการครั้งนี้ว่า เป็นเหมือนการเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยถูกบอกเล่ามาก่อน เป็นทั้งการเฉลิมฉลองการวิพากษ์สิ่งที่ Walter Benjamin (เป็นหนึ่งในนักคิดในสำนักแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นสำนักที่รวมตัวกันของนักคิดที่มองเห็นถึงปัญหาในช่วงเวลาเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม) ใช้วลีเรียกว่า “การฉายภาพเงามหานครสมัยใหม่” นิทรรศการนี้เดินทางบนเส้นขนานกับความงามทางโครงสร้างของตัวเมืองที่อยู่ภายนอก ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นไม้ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ขึ้นภายในแกลเลอรี
ชาร์ลส์ ลาแบลล์ จบการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงอย่าง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (ลอสแองเจลิส) หรือ ยูซีแอลเอ ในปี 1980 ระหว่างการศึกษายังได้ร่วมงานกับศิลปินดังหลายท่าน เช่น เรย์ ชาร์ลส์ ไมค์ เคลลี และพอล แมคคาร์ตนีย์ และยังได้แสดงผลงานในหลายประเทศ เช่น The Museum of Contemporary Art in Los Angeles; The Berkeley Art Museum; The Santa Barbara Museum of Art; Deutsche Bank Collection; และ The Microsoft Collection.
นิทรรศการ ชาร์ลส์ ลาแบลล์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้–21 ม.ค. 2555 ณ นัมเบอร์ 1 แกลเลอรี อาคารเดอะสีลมแกลเลอเรีย กรุงเทพฯ







