
พัฒนากาย-ใจ รับปีมะโรง
เพิ่งเริ่มปีใหม่หมาดๆ แบบนี้ เรามาคุยเรื่องที่ไม่ต้องซีเรียสกันมากน่าจะดีกว่านะคะ
โดย..รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
เพิ่งเริ่มปีใหม่หมาดๆ แบบนี้ เรามาคุยเรื่องที่ไม่ต้องซีเรียสกันมากน่าจะดีกว่านะคะ เพราะคงมีหลายท่านและหลายองค์กรที่ต้องประสบพิษภัยจากน้ำท่วมกันอย่างไม่ทันหายซวนเซเลย ย่างเข้าปีมะโรง หรือปีมังกร (จะเป็นมังกรทอง หรือมังกรพ่นไฟ ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป) เรามาเตรียมร่างกายและจิตใจของเราให้เข้มแข็งพร้อมเผชิญสุข-ทุกข์ทุกรูปแบบกันดีไหมค่ะ? เพราะจากการที่ผู้เขียนได้ประเมินข้อมูลจากทั้งทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง ภูมิศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนเอเชียก็คือ ข้อมูลทางโหราศาสตร์ ทำให้กล้าออกมาฟันธงว่า ชาวโลกและชาวไทยจะต้องเผชิญกับสภาวการณ์ดังต่อไปนี้ (ซึ่งอาจถือว่าเป็นชะตากรรมร่วมกันก็ได้) คือความไม่แน่นอน (Uncertainty) และการเปลี่ยนแปลง (Change)
ดูสภาพการณ์ในปัจจุบัน ทำให้พวกเราเริ่มตระหนักแล้วว่า “ความไม่แน่นอน” คือความแน่นอนที่เกิดขึ้นกับสังคมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง สภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ อะไรที่ไม่เคยเกิดก็เกิดขึ้น อะไรที่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น ชีวิตเราต้องเจอกับความผันผวนตลอดเวลา และความผันผวนนี้เองที่ชักนำเราไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งซึ่งก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” เพราะถ้าสถานการณ์คงที่ เราก็คงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน คนเราและองค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนตามให้ทัน อย่างน้อยที่สุดก็คือ เพื่อความอยู่รอด อย่างดีที่สุดคือ สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติสุข (ท่ามกลางความไม่ปกติ) และสามารถบริหารองค์กรให้สร้างผลงานและผลกำไรได้
เริ่มจากตัวของเราซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด (แต่บริหารยากที่สุด) ก่อนก็แล้วกัน ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้ คำตอบก็คือ ต้องมี “ความยืดหยุ่น” (Flexibility) และ “การรู้จักปรับตัว” (Adaptability) ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งการจะมีความยืดหยุ่นและการปรับตัวได้เร็ว ต้องอาศัยการฝึกฝนเตรียมตัวกันพอสมควร จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกายและจิตใจของแต่ละคน ทั้งนี้ผู้เขียนขอเสนอแนะวิธีการที่ประหยัดที่สุด สะดวกที่สุด และง่ายที่สุด เพราะเข้าใจว่าหลายๆ ท่านคงเป็นเหมือนผู้เขียนที่ไม่ค่อยมีเวลาและขี้เกียจ (น่าจะเป็นข้อหลังมากกว่าสำหรับผู้เขียน ฮิๆ)
บริหารร่างกาย ไม่ต้องวิ่งแจ้นไปฟิตเนสเสียค่าสมาชิกแพงๆ เดินเร็วๆ ในซอยบ้าน หรือเดินย่ำอยู่กับที่อย่าหยุดให้ได้สัก 30 นาที เช้า–เย็นในวันแรก ต่อมาก็เพิ่มเป็น 45 นาที หากเดินในบ้านก็พยายามอย่าเปิดแอร์ ให้ได้อากาศจากข้างนอกบ้าง พยายามเดินให้เหงื่อออกเป็นการขับพิษไปในตัว วันแรกๆ คุณอาจจะรู้สึกขี้เกียจและท้อถอยแล้วเลยเลิกออกกำลังกายไปเลย จงแข็งใจทำให้ได้สัก 5 วันติดต่อกัน พอพ้นระยะ 5-7 วันไปแล้ว หลายคน (รวมทั้งผู้เขียน) จะเริ่มรู้ “ติด” การออกกำลังกาย และจะเริ่มออกกำลังเป็นนิสัย (ที่ดี) ต่อไป เดินมากๆ อาจรู้สึกเบื่อ ก็ให้ฟังเพลงจากไอพอด เลือกจังหวะเร้าใจ
เดินไปแดนซ์ไปบ้างจะสนุกขึ้น เผลอๆ เดินๆ เต้นๆ เกิน 1 ชั่วโมงก็ยังเคยมาแล้ว! การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อ ขับพิษความเครียดจากจิตใจ ไล่ความปวดเมื่อยของร่างกาย พอร่างกายดีขึ้น จิตใจก็มักจะดีขึ้นตามไปด้วย
บริหารจิตใจ คนที่ทนรับความเครียด ความไม่สมหวังต่างๆ ได้ดี คือคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือมี EQ (Emotional Quotient) บางคนคุณพ่อคุณแม่ตามใจตั้งแต่เด็ก ไม่เคยผิดหวัง ก็มักจะเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย เครียดหนักๆ เข้าเลยป่วยเป็นโรคต่างๆ เลยยิ่งพาให้ทรุดลงไปอีก ต้องปรับจิตอารมณ์เสียใหม่ เรื่องเล็กๆ จุกจิกๆ ที่ไม่สลักสำคัญ ก็โยนทิ้งไป ไม่นำมาคิดกังวล หรือเอามาโกรธนานๆ บอกตัวเองบ่อยๆ ว่า โกรธง่ายตายเร็ว หรือโกรธง่ายแก่เร็วก็ได้ พยายามเปลี่ยนอารมณ์ไปคิดหรือทำเรื่องอื่นเสีย ฝึกบ่อยๆ เข้าจะเริ่มทิ้งความกังวลไม่เข้าท่าไปได้หลายเรื่อง เหลือแต่เรื่องสำคัญๆ ที่เราจะได้ทุ่มเทสติปัญญาให้ได้อย่างเต็มที่
รู้จักคิดนอกกรอบ คนที่เครียดมากๆ มักมองว่าหนทางในการแก้ปัญหามีแค่ทางเดียว ถ้าคุณเป็นคนเช่นนี้ต้องระวัง เพราะการเล็งผลเลิศ หรือยึดติดกับแนวคิดแนวปฏิบัติใดๆ แบบไม่เผื่อใจ หากเกิดเหตุพลิกล็อกอาจทำให้คุณถูกน็อกเอาต์ได้ง่ายๆ จะทำอะไรก็เผื่อใจกับความผิดหวัง แล้วเตรียมแผนสำรองล่วงหน้ายามเกิดเหตุฉุกเฉินไม่คาดคิดไว้ด้วย เวลามีวิกฤต หรือมหันตภัยเกิดขึ้นปุบปับจะได้ตั้งสติและแก้ปัญหาได้ทัน การหัดคิดสร้างแผนสำรองจะทำให้เรารู้จักคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติด และมีความยืดหยุ่นปรับตัวปรับใจได้ดีขึ้น
วิธีสั้นๆ ง่ายๆ แบบนี้ คงช่วยให้คุณเข้มแข็งและยืดหยุ่นขึ้นทั้งกายและใจ ขอให้ทุกท่านมีความสุขอย่างพอเพียงในปีมะโรงค่ะ







