posttoday
พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ รักษาคนไข้เหมือนที่ดูแลลูก

พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ รักษาคนไข้เหมือนที่ดูแลลูก

02 มกราคม 2555

“การที่เรารักษาคนไข้หาย ไม่ได้รักษาแต่คนไข้เพียงคนเดียว เรายังทำให้ครอบครัวของเขากลับมามีความสุขเหมือนเดิมด้วย”

โดย...วรธาร ทัดแก้ว

“การที่เรารักษาคนไข้หาย ไม่ได้รักษาแต่คนไข้เพียงคนเดียว เรายังทำให้ครอบครัวของเขากลับมามีความสุขเหมือนเดิมด้วย” ความรู้สึกจากใจของ พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ ทุกครั้งที่ทำการรักษาคนไข้

เลือกหมอเด็ก-ผิวหนังเด็ก

พญ.ฐิตาภรณ์ หรือ “หมอเก๋” หมอด้านผิวหนังเด็กแห่งโรงพยาบาลผิวหนังอโศก เล่าถึงแรงบันดาลใจที่เลือกเรียนแพทย์ว่า เกิดจากการได้เห็นแม่ของเพื่อนคนหนึ่งเป็นหมอ แล้วรักษาลูกของตัวเองหายจากโรค ขณะเดียวกันการที่ได้เห็น “ลายเซ็นหมอ” กำกับในใบลาป่วยของเพื่อนด้วย ก็รู้สึกว่าดูดี ดังนั้นจึงเลือกเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยรังสิต 6 ปี

หลังจากเรียนจบหมอใหม่ๆ ได้ไปเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเสาไห้และโรงพยาบาลพระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งทั้งสองแห่งทำให้มีโอกาสได้รักษาคนไข้หลากหลาย เป็นต้นว่า ทำคลอด คนไข้ไหล่หลุด อุบัติเหตุ รวมถึงการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดคลอด ผ่าตัดไส้ติ่ง ช่วยเพิ่มประสบการณ์และทักษะในวิชาชีพได้ค่อนข้างมาก แต่มีบางเคสในช่วงแรกๆ ที่ไปอยู่ ทำให้ตื่นเต้นไม่น้อย เช่น การล้วงรกที่ค้างอยู่ออกมาไม่ได้

หมอเก๋ เล่าว่า อย่างไรก็ดีที่โรงพยาบาลทั้งสองแห่งมีโอกาสได้รักษาในเคสของเด็กๆ ค่อนข้างมาก จนมีความรู้สึกว่าอยากเป็นหมอเด็ก จากนั้นได้กลับมาเรียนต่อหมอเด็กที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นระยะเวลา 3 ปี

พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ รักษาคนไข้เหมือนที่ดูแลลูก

“ขณะเรียนหมอเด็ก ก็มีความสนใจทางด้านผิวหนังเด็ก ประกอบกับช่วงนั้นคนเรียนหมอด้านนี้ค่อนข้างน้อย จึงเรียนต่อหมอผิวหนังเด็กอีก 2 ปี (รวมตั้งแต่เรียนหมอมาก็ 11 ปี) หลังจบหมอได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และขณะนี้เป็นหมอผิวหนังเด็กที่โรงพยาบาลผิวหนังอโศกและตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพ”

เต็มที่กับการรักษาทุกเคส

สิ่งที่หมอเก๋พยายามบอกเสมอในการรักษาคนไข้คือ เวลารักษาคนไข้หายนั้น ไม่ใช่แค่เด็กหายป่วยคนเดียว แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องอาจเป็นพ่อเป็นแม่ พี่ ป้า น้า อา ก็จะมีความสุขไปด้วย เมื่อได้เห็นคนไข้หาย ดังนั้นในการรักษาคนไข้ทุกเคสจึงต้องพยายามทุกวิถีทางและเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดกับคนไข้

บางครั้งการเป็นหมอเด็กก็มีเครียดบ้าง ถ้าเป็นเคสหนักๆ แต่ก็โชคดีที่เวลาไปออกตรวจโอพีดีเด็กที่โรงพยาบาลเด็กกับโรงพยาบาลกรุงเทพจะมีทุกแผนกให้คอนเซาต์ ไม่ว่าคนไข้จะเป็นโรคอะไรมาก็สามารถส่งไปตรวจเฉพาะทางด้านนั้นๆ ต่อได้ ทำให้สบายใจ แต่ก็มีไม่สบายใจบ้าง คนไข้บางรายน่าสงสาร มาวันที่ไม่มีหมอตรวจโรคนั้นๆ เช่น ตรวจโรคหัวใจก็จะมีสัปดาห์ละ 4 วัน แต่หมอก็พยายามช่วยเต็มที่

“รายหนึ่งเป็นโรคลมชัก ขอใบส่งตัวจากต่างจังหวัดมาที่โรงพยาบาลเด็ก เผอิญวันนั้นไม่มีหมอลมชัก ต้องเดินหาหมอไปทุกห้องว่าใครตรวจได้ เผอิญโชคดีไปเจออาจารย์หมอที่ห้องพักแพทย์ที่แผนกนี้ช่วยดูให้ก่อน บางรายคนไข้เป็นผื่นยากๆ เช่น เด็กกินมังสวิรัติ ซึ่งมังสวิรัติจะห้ามกินหมู เนื้อ ไก่ ปลา อาหารทะเล อยู่แล้ว เด็กก็กินข้าวกับผักอะไรอย่างนี้ แต่ก็แพ้ถั่วด้วย ซึ่งเคสยากอย่างนี้หมอจะปรึกษาเพื่อนที่เป็นนักโภชนาการว่าควรกินอะไร เรียกว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเขาเต็มที่จนหาย ดูแลเหมือนที่หมอดูแลลูกยังงั้นเลยค่ะ”

และตั้งแต่เป็นหมอเด็กมา ไม่เคยเขียนใบรับรองแพทย์ให้คนไข้แม้แต่รายเดียว แม้ว่าจะมีผู้ปกครองของเด็กขอให้เขียนใบรับรองแพทย์ให้หลายเคสก็ตาม

สุขใจที่รักษาคนไข้หาย

คุณหมอบอกว่า มีเด็กรายหนึ่งเป็นผื่นทั้งตัวและเด็กก็เกาทุกวันจนเลือดไหลปวดแสบปวดร้อนไปทั่วตัว พ่อแม่ไม่ได้หลับได้นอนเพราะพอปิดไฟลูกก็เกาแกรกๆ ร้องตลอดคืน แม่พามารักษาแล้วขอให้เขียนใบรับรองแพทย์เพื่อให้เด็กขึ้นลิฟต์ที่โรงเรียนได้

“หมอบอกแม่เด็กว่าไม่เคยรักษาไม่หายถึงขนาดต้องเขียนใบรับรองแพทย์ เอาอย่างนี้ ถ้าสัปดาห์หนึ่งไม่ได้หมอก็คงรักษาไม่ได้ คงต้องไปพบผู้เชี่ยวชาญหรืออาจารย์ท่านอื่น แล้วนัดมาครั้งที่ 2 ปรากฏเด็กแฮปปี้มาก เริงร่า เดินเล่น แต่ผื่นก็ยังเหลือนะ เป็นบางบริเวณบางจุดเท่านั้น คุณแม่เขาก็ดีใจมาก เพราะตอนกลางคืนลูกไม่ต้องเกาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว” หมอเก๋เล่าถึงการรักษาคนไข้เด็กรายหนึ่งอย่างมีความสุข

การรักษาคนไข้ให้หาย แน่นอนไม่ว่าคุณหมอคนไหนก็ต้องมีความสุข สำหรับหมอเก๋แล้วเหมือนได้ทำบุญและภูมิใจ เพราะการที่เด็กหายป่วย เพราะนั่นหมายถึงว่าคนอื่นที่เกี่ยวข้องย่อมมีความสุขไปด้วย


 

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก