
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร(ตอน ๗)
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข ดำรงซึ่งสันติและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้พัฒนาตนเป็นคนดีได้ ที่สำคัญจะได้เตือนผู้ออกแบบกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายทั้งหลายได้พึงตระหนักว่า ศีลธรรมและกฎหมายไม่อาจแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด
จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : “เมื่อท่านองคุลิมาลได้รับการพัฒนาจากผู้ไม่รู้เป็นผู้รู้ นั่นแสดงว่า พระพุทธศาสนามีความเอื้อเฟื้อในการสร้างจิตสำนึกมนุษย์”
จึงต้องเข้าใจก่อนว่า ในหลักความจริงนั้น สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ การเคลื่อนไหวทั้งปวงนี้ ยุติได้ด้วยธรรม... “ธรรม” คือความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดา นั่นคือการจะเรียนรู้ความจริงของโลก หรือสิ่งแวดล้อม สังคมของมนุษย์ได้นี้ ต้องรู้และเข้าใจธรรมอันเป็นปกติในนิยาม ๕ คือ ๑) อุตุนิยาม ๒) พืชนิยาม ๓) จิตนิยาม ๔) กรรมนิยาม และ ๕) ธรรมนิยาม...
นิยามเหล่านี้เป็นกฎอันแสดงความจริงที่ปรากฏประจักษ์แจ้งที่สัมพันธ์กันในความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง และเป็นหลักที่เป็นกฎเกณฑ์ของโลกนี้ นั่นคือสัตว์โลกทั้งหลาย หรือสรรพธรรมทั้งหลาย จะต้องอยู่ภายใต้กฎเหล่านี้ ฉะนั้นด้วยสภาพกฎทั้งหลายเหล่านี้ แสดงว่าธรรมชาติมีการบริหารจัดการที่สร้างสมดุลได้โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องเป็นไปเช่นนี้เสมอไม่ว่ากาลใดสมัยใด
แต่ด้วยการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและรวดเร็วเกินไปของภาคสังคมที่ทะยานอยากตามความต้องการของสัตว์สังคมนี้ ทำให้เราต้องกลับมาหาความหมายของหลักธรรม เพื่อเป็นหลักพึ่งพาแห่งชีวิตที่เรียกว่า ศาสนา โดยจะต้องเป็นศาสนาที่มีการประกาศหลักความจริงของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีความเชื่อโดยทั่วไป
ดังปรากฏคำสอนอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับนักศาสนาต่างๆ ด้วยว่า พระพุทธศาสนานี้ ที่เราเรียกว่า พุทธะ ก็คือ เรื่องของธรรมะ หรือธรรมชาติ อันแสดงหลักความจริงที่ปรากฏในนิยามทั้ง ๕ ที่อยู่ภายใต้องค์รวม คือ “ธรรมนิยาม”... ถ้าเราเข้าใจความจริงนี้ทั้งหมดแล้ว เราจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลง และจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนานี้ควบคุมเส้นทางชีวิตสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นคนดี ให้เป็นสัตบุรุษให้ถึงความพร้อม จะเห็นว่าพระพุทธศาสนามีหลักธรรมแห่งการพัฒนาคนให้เป็นคนดี เรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ ประการ ที่ต้องรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้กาล รู้บริษัท รู้สังคม รู้บุคคล เป็นการรู้เข้าไปในความจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยหลักธรรมนี้เป็นการแสดงว่า การจะเป็นคนดีได้ก็ต้องมีตัวรู้
กลับไปหาตัวอย่างกรณีท่านองคุลิมาลอีกครั้ง เป็นการแสดงให้เห็นความจริงว่า ในการกระทำใดๆ นั้น ต้องอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจของผู้กระทำ เมื่อท่านองคุลิมาลได้รับการพัฒนาจากผู้ไม่รู้เป็นผู้รู้ นั่นแสดงว่า พระพุทธศาสนามีความเอื้อเฟื้อในการสร้างจิตสำนึกมนุษย์ ... มนุษย์เรานี้ไม่ใช่เจ้าโลก เราไม่มีสิทธิสั่งให้ใครเป็นหรือตายได้ เราไม่สามารถบอกได้ว่า สัตว์นี้ห้ามอยู่กับเรา แต่เราต้องหาความสมดุลให้ทุกฝ่ายอยู่รวมกับธรรมชาติให้ได้ นี้คือความสวยงามของพระพุทธศาสนาที่ควรค่าแก่ความศรัทธาอย่างยิ่ง...
ฉะนั้น ในการสร้างคุณค่าความสำนึกของมนุษย์นั้น จึงสำคัญอยู่ที่การออกแบบภาคความคิด เพื่อผลิตความเห็นให้ถูกต้องชอบโดยธรรม ซึ่งเราจะออกแบบตบแต่งสิ่งใดก็แล้วแต่ ต้องพิจารณาว่าสิ่งนั้นผิดธรรมชาติหรือไม่ แม้นิติแห่งธรรม หรือกฎระเบียบทั้งหลาย ก็ต้องพิจารณาว่า มีความเป็นไปตามธรรมหรือไม่... เป็นสำคัญ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







