
ไตรลักษณ์ในเบญจขันธ์(3)หลวงปู่ลี ฐิตธมโม
ลักษณะของจิตใจคนเราทั่วไป เพราะมันไม่ได้เห็น มันมองไม่เห็น ทุกข์ก็เอาเพียงว่าจะเอาอะไรมาแก้ทุกข์
ลักษณะของจิตใจคนเราทั่วไป เพราะมันไม่ได้เห็น มันมองไม่เห็น ทุกข์ก็เอาเพียงว่าจะเอาอะไรมาแก้ทุกข์
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
บอกว่าอย่างร้องไห้...มันก็ร้องไห้ มันว่ามันแก้ได้หรือยังไง หรือมันไม่มีทางระบาย มันก็ร้องไห้เอาน้ำตาไปเปื้อนของของตัวเอง เนี่ยเลยก็ไม่ได้กำหนดว่า จุดที่มันเกิดมามันร้องไห้จากสาเหตุอะไร
สาเหตุอันนั้นมันจริงจังแค่ไหน
ไม่ได้ย้อนกลับไป คือมันเรียกว่า ไปดับไฟปลายไฟ ไฟมันลุกไป แต่โคนไฟนั้นมันอยู่ที่หนึ่ง เราไปสาด น้ำไฟ ไฟไม่ดับ พระพุทธเจ้าพูดอย่างนั้น
ถ้าจะให้ดับต้องไปสาดน้ำต้นไฟ แต่อย่าเอาน้ำมันไปสาด ไฟมันลุกไปยาวๆ แล้วมันก็จะดับลงเอง ก็แค่นั้น เพราะฉะนั้นการที่เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเห็นแล้วก็น้อมเข้ามา...นั่นแหละ ไม่ได้ไปเสริม
เรานี้เห็นแล้วมันไปเสริม ไปเสริมคนแก่ใจก็หนุ่ม ถ้าไปเห็นคนหนุ่มๆ สาวๆ เนี่ย มันไม่แก่แล้วก็ต้องไปล่ะ มันไม่เกิด ไอ้แก่ๆ นี้ คนหนุ่มๆ นี้ดี ดีกว่าคนแก่ไม่เอกอีก อย่างว่ามันแก่เล้วเนี่ยน่าเกลียดผมก็อย่างนี้ เขาก็อย่างนี้ เสื้อผ้าก็อย่างนี้ เดินก็งกๆ เงิ่นๆ เดินก็เรียกว่าเหมือนแผ่นดินจะถล่มเพราะไปแรงไม่ได้ ไอ้เหล่านี้มันจิตเลยไม่เป็นกุศลสักทีหนึ่ง ฉะนั้นว่า พระพุทธเจ้าเห็นอย่างไร ตั้งแต่ยังไม่บวชก็เห็นเราใช้คำว่าเทวทูต
เทวทูตว่า ความที่พระองค์เนี่ยเกิดมานี่เขาไม่ให้เห็นคนแก่ คนแก่ๆ ไม่ได้ผ่าน คนไม่สวยก็ไม่ได้ผ่าน ถ้าเห็นอย่างเราเนี่ยก็จะเบื่อหน่ายอยู่ เพราะไม่มีอะไรสวย แก่นั้นก็ว่า ปกป้องอย่าให้อยู่ในโลกนี้ เพราะเกิดมาหมอเขาทำนายทายทักว่าพระองค์นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็มี บางคนก็ทำนายทายทักว่าสิทธัตถะกุมารเกิดลงมาแล้วจะมีสมบัติมากมายก่ายกอง ตำแหน่งจนถึงเป็นจักรพรรดิราช นี่เขาพูดแน่นอน หมอเขาเชื่อได้ ไม่ใช่หมอเดา แต่ครั้นแล้วในระหว่างลูกพ่อกันเนี่ยมันก็มีความรัก ถ้ามีความรักแล้วพ่อนี่ก็ไม่ได้เห็นว่า การจะหนีไปอย่างใดอย่างอื่นนั้นมี่ได้รู้ไม่ได้เข้าใจเลย คือ คนเรานี่ก็เป็นอย่างนี้ เหมือนคนบางคนเห็นลูก ไม่สึกก็อยากให้สึก เวลาอยากบวชให้บวชไป อยากให้บวช เออ...มันก็น่าสงสาร
มองเห็นผู้บวชนั้นว่าเป็นทุกข์ ก็เลยดึงออกไป ไอ้ตัวเองทุกข์อยู่นั้นก็ว่าตัวเองสุขอยู่นั่นละ มันสุขยังไง นี่แหละมันก็เป็นอย่างนั้น สัญชาตญาณแล้วพ่อของพระองค์ก็เป็นแบบนั้น จึงสร้างแม้แต่กำแพงก็สร้างสูงตั้ง 16 ศอก...สูง แล้วก็คนนี่ก็คัดเลือกให้ผ่านเข้าไปได้แต่คนที่สวยงามที่สุด เพราะหวังจะให้พระองค์ที่มีความกำเริบเสิบสานในความเป็นหนุ่ม อยากจะให้ติดในรูปความสวยงามของสตรีเหล่านั้น เพราะฉะนั้นว่าเมื่อพระองค์เกิดมาแล้วถูกขังไว้อย่างนี้ แต่ผู้คิดก็อยากจะให้ลูกนี่มีความสุขความสบาย เหมือนกับคนกินเหล้านี่ก็ชวนเพื่อนกินได้ เพราะว่าตัวเองกินว่าเหล้าอร่อย แล้วก็ชวนเพื่อนกินเนี่ย
พระราชบิดาก็เชื่อว่าเราอยู่ในโลกนี่ถูกแล้ว จะไปทำไม ไปบวช ก็ไม่เห็นน่าจะไป นี่ก็ไม่ได้คิดไม่ดี นี่เรียกว่าคิดตามภาษาของพวกที่มัวเมาอยู่ ก็อยากจะให้คนอื่นได้มีความมัวเมา ไม่ได้รู้ว่าเป็นความมัวเมา แต่ว่ากันว่าอยากจะให้มีความสุขนั่นแหละ ก็คิดเอาอย่างนั้นครั้นแล้วเราจะไม่เห็นความแปลกประหลาดของพระองค์ว่า ปกปิดได้ยังไง ก็วันที่เห็นก็เมื่อถึงเวลาประพาสอุทยาน ธรรมดาผู้มีความสุขแล้วก็ไปที่สวน ไปพักผ่อนเหมือนกับคนที่เขามีสมบัติ ท่านไปแล้ววันอื่นก็ไม่เคยเห็น ราชรถก็ผ่านไปๆ วันนั้นก็ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดให้เห็นก็เกิดขึ้นเสียแล้ว
พอผ่านไปนี่ก็เห็นเด็กมันเกิดตัวแดงๆ เนี่ย เขาวางไว้ข้างถนน มันก็ตามภาษาของเด็กนั่นแหละตัวแดงๆ เนี่ย มันก็เพียงแต่เคลื่อนไหวแข้งขาให้เห็นแล้วก็บอกคนที่นำไปเนี่ย คนที่ขับราชรถไปเนี่ย ว่าอันนี้ตัวอะไร...ถามเขา เนี่ยว่า ความปิดหูหิดตาอยากจะให้ติดอยู่ในสมบัติภายนอกถ้าเห็นมาก่อน คงไม่ถาม เพราะตอนนั้นพระราชกุมารเนี่ยคือราหุลยังไม่เกิด ยังไม่เห็นของตัวเอง แต่ท้องแล้ว
ครั้นเห็นแดงๆ นั้น ก็ถามเขาว่านี่ตัวอะไร คนขับรถเนี่ยเขาก็เข้าๆ ออกๆ เหมือนกันเรา เขาก็เห็นว่าคนเกิด คนแก่ คนตาย ไปอะไร เขาก็เห็น เมื่อถามอย่างนี้เขาก็อธิบายให้ฟัง
อันนี้ตัวแดงๆ เนี่ยนี่คือเด็กเกิดใหม่ เมื่อดูแล้ว เออ...เด็กเกิดใหม่เนี่ย เมื่อเราเกิดแรกๆ นี่ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เราก็เกิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่เราไม่เห็นเรา แต่คราวนี้เราเห็นคนอื่นเขาเกิดแล้วก็เป็นอย่างนี้ แม้แต่ถ่ายมูตรคูถแสบเนื้อแสบตัว ไม่มีใครทำให้ก็เหมือนตกนรก เรียกว่าคูถนรก นรกหลุมมูตรหลุมคูตร เกลือกกลั้วความแสบความร้อนปัสสาวะอุจจาระของตัวเอง พ่อแม่ไม่ได้ทำ ก็ร้องไปอย่างนี้ นี่มันก็ทุกข์อยู่ตรงนี้ ขาเดินไม่เป็น ด้วยหิวเนี่ยผู้เลี้ยงไม่เอาใจใส่ เราก็หิว นี่เรียกว่าต้องอาศัยภาษาสากลคือร้องไห้ให้เขาเห็น เพราะตัวหิวนั้นมันบังคับ
ท่านรู้ไปอย่างนี้
รู้ไปตามขั้นตอน เออ...มันเป็นอย่างนี้นะ...เกิดมา ถ่ายก็ทำให้ตัวเองก็ไม่ได้ เห็นเขาก็นอนเกลือกกลั้วอยู่นั่น เห็นแล้วเอาเข้ามาที่จิต เข้ามาน้อมลงที่จิต นี่เรียกว่าไม่ได้มองออกไปข้างนอก เห็นแล้วมามองดูตัวของตัวเองว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกัน เออ...มันก็ทุเรศน่าสังเวช นี่คือดูเข้ามา ไอ้เรามันแก่ๆ เห็นแต่หนุ่มๆ สาวๆ เห็นแต่หนุ่มๆ บ่าวๆ มันมีอาการเพราะใจมันไม่แก่นี้ก็ไปกันใหญ่ มันก็หลงไป ตัวเองแก่อยู่ไม่มองกลับมา มันก็ไม่เห็นละซี
เหมือนนักวิทยาศาสตร์เขาเรียนแล้วว่าตรงนี้มีแร่เขาก็รู้ นี่ก็อาศัยตัวรู้ คนนี่ถ้าไม่มีตัวรู้คือจิตใจ มันเป็นไปในสายของกิเลสอยู่มันจะไปเห็นแก่ได้ยังไง มันไม่เห็น... แถมยังไปดูถูกคนแก่ว่า โอ้ย...น่าเกลียด เสื้อผ้าก็ไม่น่าดู มันเกิดอย่างนี้แหละ มันบาปกรรมไปใหญ่นี่คือ มันปกปิดไม่เห็น
ถ้าเปิดไว้เหมือนเทปอัดเสียงไว้ คือเปิดไว้ เอาจิตนั้นเป็นตัวเทป ก็ไม่มีวิทยาศาสตร์ ท่านไปแล้วเห็นคนเกิดแล้วก็เห็นคนแก่ ดูซิว่าคนเก่งเนี่ยคงไม่เห็น ในสายตาตั้งแต่เกิดมา จนแตกหนุ่ม จนมีครอบครัวแต่งงานแล้ว คงไม่เห็นเลย พ่อตาแม่ยาย ก็คงจะได้เป็นคนแก่ๆ นั้นเองในสายตา นี่เขาจะปกปิดไม่ให้เห็น แต่มันก็เป็นไปไม่ได้
ถามว่า คนแก่เนี่ยหลังขดหลังงอเหมือนหลังกุ้ง (ภาษาอีสาน) แล้วก็ถามคนขับรถว่าอันนี้ คืออะไร ตัวอะไร ถามว่าตัวอะไรด้วยเพราะไม่รู้คนแก่เพราะไม่เคยเห็น แต่เราเห็นนั้นแต่ยังไม่มีอะไรเกิดนั้นเมื่อเห็น แล้วก็เกิดสนใจ ก็บอกว่านี่แหละคือคนแก่ เออ...นี่คนแก่นี่ก็อาศัยตัวชรานี่นำไป ชราธมฺโมมหิ อนตีโต นำมา นำไป
ตอนแรกก็เหมือนเด็กที่นอนอยู่ข้างทางนั่นเอง เรานี่ก็เหมือนเด็กที่นอนอยู่กลางทาง เมื่อกาลเวลาผ่านไป นานเข้าๆ เด็กตัวแดงๆ นั้นก็เกิดมาจนหลังขดหลังงอเป็นคนเถ้าคนแก่อย่างนี้ เรานี่ก็หนีไม่พ้น เป็นอย่างนี้แน่นอน ความแก่นี่เป็นของจริง ความเจ็บนี่ก็เป็นของจริง ความตายก็เป็นของจริง จะน้อมเข้ามาหาตัวเองว่าความกำเริบ ความลุ่มหลงต่างๆ นั้นมันก็คายออกมาจากจิตใจ คนเราเนี่ยมันลืมกันได้ มันจึงกระตือรือร้นไม่มีวันจบ
ความที่ไม่อยากจะจบ มันก็แสวงหาจนไม่รู้จักอิ่ม เอาอะไรมาให้มันเต็มมันอิ่ม ก็ไม่อิ่ม กามตัณหาก็ไม่อิ่ม ภวตัณหาความปรารถนานั้นก็ไม่อิ่ม มันไม่อิ่ม เลยเป็นความหิวในความเกิดอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่า มันไม่อิ่ม เรียกว่าโลกไม่อิ่มในตัณหา ไฟไม่อิ่มเชื้อ ไฟนี่ไม่ยอม โยนเข้าไปเท่าไหร่มีเท่าไหร่ไหม้หมด
โยนเข้าไปก็ไหม้ทั้งปี
ไฟไม่อิ่มเชื้อฉันใด ตัณหาไม่อิ่มเหมือนกัน กิเลสนั้นมันไม่อิ่มเมื่อไม่อิ่ม
เออ...เรานี่ถ้าไม่ตาย ถ้าเป็นอายุเท่านี้ก็แก่อย่างนี้ เดินอย่างนี้อะไรต่างๆ เกิดความสังเวชสลดใจ ใจก็ไม่กำเริบ ใจก็หยุดนิ่ง พิจารณาอยู่ตรงว่า เราก็ต้องแก่นี่ ก็ได้ความอย่างนี้ในใจ ก็จดจำไว้เป็นอารมณ์สอนใจต่อไป แต่เพื่อจะให้ในชาติตัวโลภตัวโกรธตัวหลงนั้นออกไปก็ผ่านไป ถ้าไปจากคนแก่แล้ว ไปเห็นคนเจ็บเรียงกันไปกันเลย
เจ็บนี้ก็เรียกว่าเจ็บอย่างทุรนทุรายร้องครวญครางเหมือนจะร้องจะตายชักดิ้นชักงออยู่ข้างทาง เพราะตัวท่านเองก็ไม่เคยเป็นอย่างนั้นด้วย แล้วก็ไม่เคยเห็นคนเจ็บคนไข้อะไร ไม่เคยเห็น ก็เพราะว่ามีแต่คนวัยรุ่นอยู่ในนั้น ก็ถามเขาว่านี่เขาเป็นอะไร อันนี่แหละคนเจ็บ เจ็บเหมือนจะเป็นอาการของคน...เจ็บ...มากๆ ก็นอนอยู่คนเดียว ใครจะมาช่วยก็ไม่ได้
เมื่อถามแล้วว่า เออ...คนเจ็บ มันก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันสายเดียวกัน มันก็มีเกิดเป็นเด็ก เห็นๆ มาแล้ว แล้วก็มาเห็นคนแก่นี้ล่ะว่าคนนี้ก็ยังไม่แก่ แต่ความเจ็บเนี่ย มันไม่เลือกกาลเวลา จะอยู่ในช่วงไหนก็ตาม มันเจ็บได้ มันเจ็บ มีตามก็เจ็บตา มีหูเจ็บหู
ฉะนั้นว่า สพฺพโรโค สพฺพโรโคโรคต่างๆ โสตโรโคโรคทางหู หูหนวกหูตึง นาสิกโรโคโรคทางจมูก ชิวฺหาโรโคโรคทางลิ้น กายโรโคโรคทางผิวหนัง นี่มันโรคอยู่ เป็นก้อนโรคอยู่ทั้งตัว
เราภาวนากันให้เห็นอย่างนี้จะประเสริฐไหม มันจะเรียบไหมถ้าเห็นอย่างนี้
มันจะกระตือรือร้นว่า ชาติหน้าขอให้เกิดอย่างนั้น ชาติหน้าขอให้มีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้เนี่ย มันจะกระตือรือร้นไหม เพราะคนจนก็เท่ากันกับคนรวย คนรวยก็เท่ากับคนจน ไม่มีอะไรแตกต่าง
เพราะสภาวะอย่างนี้ตกอยู่ในคำว่า ไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์นี่เรียกว่าเป็นข้อยกเว้นเท่ากันหมด เหมือนกับของในโลก ซึ่งนายช่างเขาทำขึ้น เช่นวัตถุถ้วยชามก็ดี โอ่ง ไห ถาด ก็ตาม ใบเล็กใบใหญ่ ก็คนสร้างขึ้นมานั่นแหละ ลงสุดท้ายใบเล็กก็แตกใบใหญ่ก็แตก
ชีวิตของคนก็สร้างมาด้วยตัณหา คนรวยก็ตาย ไม่รวยก็ตาย ขอทานก็ตาย ลงสุดท้ายเป็นของเสมอกันไม่ได้ยกเว้น เป็นพระราชามหากษัตริย์ก็ตาย นายทหารก็ตาย ไม่มีข้อยกเว้น
อันนี้เป็นจริงอย่างนั้น ไม่มีข้อยกเว้น
อ่านตอนจบสัปดาห์หน้า







