posttoday
เธอคือรักแท้...ในวันน้ำ (เน่า) มาเยือน

เธอคือรักแท้...ในวันน้ำ (เน่า) มาเยือน

29 พฤศจิกายน 2554

ปี๊ป่อๆๆๆ เสียงไซเรนเลิฟ ขอเคลียร์ถนนแห่งความรักทุกสายแว่วมาแต่ไกล...

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

ปี๊ป่อๆๆๆ เสียงไซเรนเลิฟ ขอเคลียร์ถนนแห่งความรักทุกสายแว่วมาแต่ไกล...

หลังมวลน้ำก่อนใหญ่ที่ไหลบ่าทะลักกรุงเทพฯ มาร่วมเดือน เพราะนาทีนี้ต่อให้ซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่ใครว่าเรื่องราวความรักซาบซึ้งน้ำตาไหล ก็ต้องชิดซ้าย บทละครไทยหลังข่าวที่ใครว่าเน้า...เน่า ก็ต้องชิดขวา เพราะพล็อตเรื่องไหนก็คงไม่หวาน ไม่แหวว ดรามาเท่านิยายรักช่วงน้ำท่วม ที่ถอดบทเรียนมาจากชีวิตจริงของหนุ่มสาวเมืองกรุงในภาวะที่ศึกน้ำ (เน่า) ยกทัพประชิดปริมณฑลและเมืองกรุงครั้งนี้ เพราะทุกคู่รักที่ผ่านเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้มาต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำท่วมครั้งนี้สอนให้รู้ว่า “ในวิกฤต (น้ำ) ยังมีรักแท้ซ่อนอยู่”

เธอท่วม...ฉันท่วม แต่เราไม่ทิ้งกัน

เธอคือรักแท้...ในวันน้ำ (เน่า) มาเยือน

เปิดบทเรียนรักแท้คู่แรกด้วยเรื่องราวของเหยี่ยวสาวสายเศรษฐกิจของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ดัง นุช-อรนุช ศรีมหาโพธิ์ทอง อายุ 26 ปี ที่นอกจากบ้านของสาวเจ้าซึ่งอยู่ที่บางบัวทอง จะเจอกับมวลน้ำมหาศาลเข้าไปเต็มๆ แล้ว บ้านของแฟนหนุ่ม ฟี่-เตชิต วิจิตรกฤตพงศ์ พนักงานออกแบบกราฟฟิกบริษัทเดียวกันในวัย 29 ปี ซึ่งอยู่ย่านบางกรวย ก็น้ำท่วมไปตามๆ กันในอีกไม่กี่วันถัดมาเช่นเดียวกัน งานนี้เลยทำให้ทั้งสองตกอยู่ในสภาพผู้ประสบภัยที่เข้าใจหัวอกซึ่งกันและกันเป็นพิเศษ

แม้ “น้องน้ำ” จะกลายเป็นแขกรับเชิญของทั้งสองครอบครัวแบบไม่คาดคิด แต่ทั้งสองก็หมั่นเติมกำลังใจให้กันเสมอ แต่เหตุการณ์ที่เป็นจุดพีกที่ทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกประทับใจแฟนหนุ่มมากๆ ต้องยกให้เหตุการณ์ตอนที่บ้านของฝ่ายหญิงเริ่มท่วมหนัก ต้องตัดสินใจอพยพ

“ตอนนั้นน้ำท่วมสูงมาก พี่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากประสานงานเพื่อขอเรือเข้าไปรับเรา ตัวเขาขับรถมารอตรงแยกบางพลู ซึ่งเป็นจุดที่น้ำยังท่วมไม่สูง จำความรู้สึกตอนนั้นได้เลยว่า ตอนนั่งเรือออกมา เราคิดแต่ว่า อย่างน้อยการที่เรารู้ว่ามีคนใครคนหนึ่งรอเราอยู่ข้างนอกมันรู้สึกดีแค่ไหน อย่างน้อยเราออกมาก็ไม่ต้องเคว้ง ไม่เจอใคร ไม่รู้จะไปไหนต่อ”

หลังจากอพยพออกมาแล้ว ทั้งนุชและแฟนหนุ่มต้องสวมบทผู้อพยพเต็มขั้น ด้วยการย้ายสำมะโนครัวมาพักที่สำนักงาน ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบจำเป็นนี่เอง ทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้การปรับตัวเพื่ออยู่ด้วยกันอีกขั้น ถึงขนาดที่ฝ่ายหญิงเรียกว่า เหมือนเป็นการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน เพราะอยู่ด้วยกันเกือบ 24 ชั่วโมง

“ผ่านเหตุการณ์นี้ไป มันทำให้เรารู้เลยนะว่าอย่างน้อยถ้าเราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงจริง มันก็อยู่ได้นะ เพราะที่ผ่านมาเราคิดมาตลอดนะว่า ยากนะถ้าต้องอยู่กับใครตลอดแบบนั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เลยทำให้เราคิดว่า คนนี้อาจจะเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา”

โอ้มายดาร์ลิง...เธอคือฮีโร่ของฉัน

เธอคือรักแท้...ในวันน้ำ (เน่า) มาเยือน

ถัดมาที่อีกหนึ่งคู่รัก ที่คบหาดูใจกันมา 3 ปีกว่าๆ เช่นเดียวกัน สำหรับคู่นี้แม้จะไม่ได้มีวีรกรรมผาดโผน แต่ไม่น่าเชื่อว่าวาทศิลป์ของแฟนหนุ่มอารมณ์ติสต์ของเออีสาววัย 26 ปี เม-วันวิสาข์ เพ็ญสันติ จะกลายเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ช่วยเกลี้ยกล่อมผู้ใหญ่จอมดื้ออย่างพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ที่ยืนยันมาตลอดว่าจะปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านกฤษฎานคร 18 พุทธมณฑลสาย 3 ให้อพยพไปเชียงรายได้สำเร็จ ทั้งที่ลูกสาวงัดสารพัดวิธี ทั้งขอร้องให้หัวหน้างานและญาติ ซึ่งคิดว่าจะพอน้ำหนักมาเกลี้ยกล่อมก็แล้ว แต่ก็คว้าน้ำเหลว

“เมใช้ทุกวิธีทางเพื่อขอให้คุณพ่อคุณแม่ยอมอพยพ เพราะจากการติดตามสถานการณ์ เรารู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์น้ำจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ แน่ แต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จ จนสุดท้ายแฟนเมใช้เวลาแค่ 5 นาที ในการเกลี้ยกล่อมให้พ่อแม่อพยพไปเชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา”

ภารกิจเอาชนะใจแฟนยังไม่จบ เพราะต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญอย่างการอพยพ งานนี้ แน่นอนว่าด้วยปริมาณน้ำที่สูงจนไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำเข้าไปได้ เมและแฟนจึงได้แต่รอและรอ พ่อแม่อยู่ที่ปากทางนานกว่า 5 ชั่วโมง ในที่สุดเมื่อพ่อแม่ออกมาแล้ว วันรุ่งขึ้นเมจึงซื้อตั๋วลัดฟ้าพาพ่อแม่ไปเชียงรายทันที ซึ่งแฟนหนุ่มสุดติสต์อีกนั่นแหละที่อยู่เบื้องหลัง จัดแจงจองเที่ยวบิน ที่พัก และช่วยอำนวยความสะดวกตอนอยู่ที่นู่น แน่นอนว่าเมื่อภารกิจเพื่อคนรักเดินทางมาจุดนี้ ก็เล่นเอาแฟนสาวออกอาการซึ้งแฟนหนุ่มเอามากๆ เพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะทำให้ขนาดนี้

“ไม่คิดเลยนะ ว่าเขาจะทำให้ขนาดนี้ คือต้องบอกว่าเขามีสติมากๆ ในขณะที่เราพอพ่อแม่ไม่ยอมออกมาก็เครียดไม่สบาย ซึ่งเขาก็จะคอยปลอบ แล้วก็วางแผนว่าเราต้องทำอะไรบ้าง แน่นอนว่าพอผ่านเหตุการณ์นี้ไปรู้สึกเลยนะว่าทำให้ความรักเราแข็งแรงขึ้น เพราะมันสะท้อนให้เห็นเลยว่า นอกจากเขาจะรักเรา ดูแลเราแล้ว เขายังรักและพร้อมจะดูแลคนที่เรารัก ครอบครัวเราด้วย”

เพื่อเธอ...ฉันทำได้

เธอคือรักแท้...ในวันน้ำ (เน่า) มาเยือน

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งคู่รัก ที่เจ้าของเรื่องออกตัวก่อนเลยว่า ไม่ใช่คู่ที่สวีต เพราะนอกจากฝ่ายชายจะดูเป็นผู้ช้าย...ผู้ชาย ออกแนวดิบๆ แล้ว ฝ่ายหญิงก็เป็นแนวห้าวๆ ประมาณว่าชอบพึ่งตัวเอง ถ้าไม่เดือดร้อนหรือหนักหนาจริง ก็จะไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือกัน

แต่เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้ เป็นต้นเหตุให้ ใหม่-รุ่งรัตน์ ชดช้อย พีอาร์สาวสุดเซอร์ ต้องยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากแฟนหนุ่มเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่คบหากันมา 2 ปี เพื่อให้ช่วยพาเข้าไปขนของในบ้านที่อยู่ที่หมู่บ้านบางใหญ่ซิตี้ หลังน้ำท่วมสูง

“ปกติเราจะรู้กันว่า ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจะไม่ขอความช่วยเหลือกัน เราไม่ใช่คู่หวานที่สวีตกันมากๆ แต่ครั้งนี้เขาคงเห็นด้วยแหละว่าเราลำบากจริงๆ เลยไม่อิดออดตอนที่ขอให้พาฝ่ากระแสน้ำเข้าไปที่บ้านอีกครั้งเพื่อเก็บของ ซึ่งก็เป็นโชคดีที่บ้านของอาร์ม (แฟนหนุ่ม) มีเรือและรถกระบะไว้พร้อมใช้ลุยน้ำได้พอดี ทำให้ตอนแรกเราวาดภาพว่าการเดินทางเข้าไปคงไม่ลำบากนัก แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะไม่เพียงรถกระบะจะเข้าไปได้แค่ปากทาง แต่เรือพายที่เตรียมมายังเกิดทรยศตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเดินทาง”

เพราะหลังจากสมาชิกประจำที่บนเรือและลงมือออกแรงพาย ปรากฏว่ากระแสน้ำที่แรงทำให้ไม้พายทั้งสองอันหักลง สุภาพบุรุษ 2 คน ในทริปนี้จึงต้องลงมาเดินฝ่ากระแสน้ำพร้อมลากจูงเรือเข้าไปเป็นระยะทาง 1 กม. ในน้ำที่สูงระดับขาอ่อน

งานนี้ ก็เล่นเอาแฟนสาวสุดห้าว ออกอาการซาบซึ้งใจแฟนหนุ่มที่ยอมทุ่มทุนถึงขนาดถอดรองเท้าลุยน้ำ ที่แม้แต่ฝ่ายหญิงซึ่งอยู่บนเรือยังออกปากว่าทั้งเน่าและเหม็นมากๆ เดินทวนกระแสน้ำพาไปยังจุดหมาย โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมเมื่อเข้าไปถึงบ้าน ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการใช้กำลังเปิดประตูบ้านไม้ที่บวมน้ำ และเข้าไปเคลียร์ของในบ้านให้ โดยใหม่ยอมรับว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป ทำให้เธอรู้สึกรักและประทับใจในตัวแฟนหนุ่มคนนี้มากขึ้นเป็นกอง

“เรารู้สึกว่า อืม อย่างน้อยในยามที่เราลำบาก ผู้ชายคนนี้ที่เราชอบทะเลาะด้วย งี่เง่าใส่กัน เขาก็ยังไม่ทิ้งเรา คอยอยู่เคียงข้างเรา ประมาณว่า ถ้าให้เปรียบเทียบความรักของคู่เราตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นสีชมพูซะที หลังจากที่ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามันยังเป็นสีตุ่นๆ แบบสีโอลด์โรส เพราะมีด้านที่ไม่เข้าใจกันบ้าง”

อย่างน้อยน้ำมาครั้งนี้ ก็ทำให้รักเราผุดขึ้นนะ จริงมั้ย...

 

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน