
ธรรมะสำหรับศรัทธาจริต
ท่านผู้อ่านที่เคารพ คนเราต่างมีอุปนิสัยพื้นฐานที่ต่างกัน อาจจะใช้คำว่า “จริต” ก็ไม่น่าจะผิด
ท่านผู้อ่านที่เคารพ คนเราต่างมีอุปนิสัยพื้นฐานที่ต่างกัน อาจจะใช้คำว่า “จริต” ก็ไม่น่าจะผิด
โดย..สลิล
เพราะคำว่าจริตถูกนำมาใช้เป็นภาษาไทยและมีความหมายเป็นที่เข้าใจกัน ส่วนคำว่า “ศรัทธา” นั้น ก็หมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใส ความเคารพนับถือ น้อมใจคล้อยตาม ซึ่งในทางธรรมนั้นศรัทธา ก็มีลักษณะเช่นนั้นแต่ถ้าเป็นไปตามหลักปรมัตถธรรมแล้ว ศรัทธาต้องเป็นไปทางในที่ดีเท่านั้น คือ ในทางบุญกุศล ถ้าเชื่อหรือคล้อยตามเลื่อมใสในสิ่งที่ผิด ไม่ใช่ศรัทธา ต้องเป็นความงมงาย หรืออวิชชามากกว่า
ดังนั้น สำหรับ MQ วันนี้ก็คุยกันถึงธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เทวดาที่มีศรัทธาจริต เป็นส่วนที่สืบเนื่องมาจากมหาสมัยสูตร เมื่อมีเทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระสาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ 500 รูป ล้วนออกบวชจากตระกูลพระญาติ คือ ศากยะและโกลิยะ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคได้กล่าวชื่อเทวดามากมายที่ได้มาประชุมกันเข้าเฝ้าในครั้งนั้น และได้ทรงแสดงธรรม โปรดเทวดา โดยทรงแสดงธรรมต่างๆ แบ่งได้เป็น 6 พระสูตรด้วยกัน ตามจริตทั้ง 6 ของเทวดา พระสูตรสำหรับ ศรัทธาจริตนี้ ชื่อว่า ตุวฏกสูตร อยู่ในขุททกนิกาย ไม่ใช่เทวดาเท่านั้นที่มีจริตต่างๆ กัน แม้มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น การฟังธรรมที่ตรงกับจริตก็ทำให้เข้าใจได้ง่ายและน้อมใจตามได้ง่าย จึงไม่แปลกที่เมื่อจบเทศนาในพระสูตรนี้ เทวดาแสนโกฐิได้บรรลุพระอรหัต จำนวนเทวดาผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นอีกมากมาย วิธีการแสดงธรรมในครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงเนรมิต “พุทธนิมิต” ให้เป็นผู้ตรัสถามปัญหาแล้ว “พระพุทธเจ้า” ทรงตอบเอง ในที่นี้นำมาโดยสรุปย่อ ดังนี้
พุทธนิมิต : ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นธรรมอะไรๆ ในโลกย่อมดับ
พระพุทธเจ้า : ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง อันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้าซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเรา ด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ เพื่อปราบตัณหาเหล่านั้น ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน หรือภายนอก ไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวความดับนั้นเลย ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วยความถือตัวนั้น ถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่ โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น ความเห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้ว ณ ภายใน อนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่ที่ไหน คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหวในอิฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ
พุทธนิมิต : ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุเปิดแล้ว ขอพระองค์ได้ตรัสบอกธรรมที่ทรงเห็นด้วยพระองค์เองอันนำเสียซึ่งอันตราย ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ และศีลเครื่องให้ผู้รักษาพ้นจากทุกข์ หรือสมาธิเถิด
พระพุทธเจ้า : ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย พึงปิดกั้นโสตเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน ไม่พึงกำหนัดยินดีในรส และไม่พึงถือสิ่งอะไรๆ ในโลกว่าเป็นของเรา เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้ว ในกาลใด ในกาลนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำความร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหนๆ และไม่พึงหวั่นไหว ในอารมณ์ที่น่ากลัว ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเลด้วยการเที่ยว พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท พึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง ไม่พึงนอนมาก พึงมีความเพียร เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่พึงละเสียให้เด็ดขาดซึ่งความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความร่าเริง การเล่นเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝัน ทำนายลักษณะนักขัตฤกษ์ การทำนายเสียงสัตว์ร้อง การทำยาให้หญิงมีครรภ์ และการเยียวยารักษา ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะนินทา เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทาความโลภ พร้อมทั้งความตระหนี่ ความโกรธและคำส่อเสียดเสีย ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการขาย ไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้านไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง ไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ปัญญา ศีลและพรต ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว ได้ฟังวาจามากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบ ด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้าพิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบ ดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ก็ภิกษุนั้น พึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้น ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง ประจักษ์แก่ตนเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทุกเมื่อเทอญ
จากพระสูตรนี้ อรรถกถาได้อธิบายว่า เป็นการถามถึงความเป็นไปเพื่อบรรลุพระอรหันต์ ซึ่งจะต้องปิดกั้นกิเลสทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ซึ่งเป็นรากเหง้าให้เกิดความเนิ่นช้า ต้องรู้ด้วยปัญญา ส่วนตัณหานั้นต้องตั้งสติ ศึกษาทุกเมื่อเพื่อขจัดตัณหา
อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะพวกศรัทธาจริตนั้นเป็นผู้ที่มีศรัทธาก็จริง แต่ไม่ได้มากไปด้วยปัญญา จึงอาจเชื่อเลื่อมใสง่าย และอาจเพลิดเพลินในสิ่งต่างๆ หรือในเรื่องที่งมงายได้ จึงทรงแสดงธรรมที่ควรระวัง เช่น แม้รู้คุณของตน เช่น ความเป็นผู้มีตระกูลสูง ก็ต้องไม่ถือตัวด้วยคุณนั้น ไม่สำคัญตนด้วยมานะ เทียบว่าเราดีกว่าเขา เลวกว่า หรือแม้แต่เสมอเขา และไม่แสวงหาความสงบด้วยอุบายอื่น ยกเว้นสติปัฏฐาน เป็นต้น ต้องสำรวมอินทรีย์ เพราะการสำรวมอินทรีย์เป็นการรักษาศีล เช่น พึงปิดกั้นหูเสียจากเดรัจฉานกถา คือ คำของชาวบ้าน (หมายถึงเรื่องที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นอรรถเป็นธรรมเป็นต้น) ไม่พึงปรารถนาในภพ ไม่หวั่นไหวเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว เป็นผู้ยินดีในฌาน ไม่คะนองเท้า คือ การเที่ยวไปโน่นไปนี่ ทรงเตือนให้ละความเกียจคร้าน ละการเล่นทั้งทางกายและจิต ไม่ทำอาถรรพ์ ไม่ทายลักษณะ ไม่ขวนขวายซื้อขายหรือคลุกคลีคฤหัสถ์ ไม่เจรจาเพราะใคร่ลาภ ไม่เสียดสี ตั้งใจศึกษาไตรสิกขา เว้นเมถุน ไม่พูดเท็จ มีอาชีพบริสุทธิ์ (ได้แก่ การบิณฑบาต) อยู่ที่สงัด ไม่เห็นแก่การนอนมาก
นี่แหละพระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดเทวดาศรัทธาจริต...







