
บทบาทพระสงฆ์และน้ำใจคนไทยช่วงมหาอุทกภัยคุกคาม
นํ้าท่วมประเทศไทย ประชาชน และชาววัดต่างเดือดร้อนหนัก แต่ไม่ท่วมใจชาวพุทธ
นํ้าท่วมประเทศไทย ประชาชน และชาววัดต่างเดือดร้อนหนัก แต่ไม่ท่วมใจชาวพุทธ
โดย...สมาน สุดโต
นํ้าท่วมประเทศไทย ประชาชน และชาววัดต่างเดือดร้อนหนัก แต่ไม่ท่วมใจชาวพุทธ องค์กรสงฆ์ที่เป็นสถาบันหลักของชาติไม่นิ่งนอนใจออกช่วยเหลือ โดยมอบสิ่งของและธรรมเยียวยาใจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านที่ประสบภัยรู้สึกคลายทุกข์ไปได้
ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า พระพรหมโมลี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติการาม สั่งการให้วัดที่ไม่ถูกอุทกภัยจัดที่พักพิงให้ผู้ประสบภัย ออกช่วยเหลือประชาชนและชาววัดที่ถูกน้ำท่วม โดยมีคณะสงฆ์และวัดต่างๆ ให้ความร่วมมืออย่างดีนั้น วันนี้จะรายงานต่อเนื่อง โดยเริ่มจากวัดสระเกศและจบที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วม
พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย) ว่าที่รองสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้บริหารศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในอุปถัมภ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้ทำให้เห็นน้ำใจคนไทย ที่มีการช่วยเหลือกันมาก จะเห็นได้จากการส่งสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมาจากที่ต่างๆ จนไม่สามารถประมาณค่าได้ เช่น จากประชาชน และพระสงฆ์ภาคอีสานที่ส่งมาให้ทั้งข้าวสารและน้ำดื่ม บางคนจ้างสิบล้อบรรทุกมาเต็มคันรถ ส่วนปัจจัยที่เป็นเงินนั้นได้รับบริจาคนับสิบล้านบาทขึ้นไป
ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในอุปถัมภ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ที่วัดสระเกศแห่งนี้ ตั้งขึ้นตามมติของมหาเถรสมาคม โดยดำริของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่ให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศออกไปช่วยผู้ประสบอุทกภัย โดยมีสำนักงานทางพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน มีพระสงฆ์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจากวัดสระเกศอาสาช่วยงานทุกอย่าง ทั้งแจกของและให้กำลังใจ ทำให้เห็นพระที่เคยเป็นผู้รับกลายเป็นผู้ให้ เป็นผู้บริการ น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง
อุทกภัยหนนี้ทำให้คนที่ไม่เคยอยู่วัดก็คุ้นเคยและชอบวัด ดังที่ท่านพบผู้พักพิงคนหนึ่งเป็นถึงคฤหบดีที่วัดคู้บอน มาขอพักพิงที่วัดแล้วได้รับความประทับใจ จึงถือโอกาสทำบุญบำเพ็ญภาวนาไปด้วย
ท่านเล่าว่าศูนย์ของคณะสงฆ์ออกไปช่วยวัดต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมตั้งแต่ยุคแรกๆ เริ่มที่ จ.อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นับได้ประมาณ 500 วัด เฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา แห่งเดียวช่วยไม่น้อยกว่า 300 วัด โดยให้วันละ 5,000 บาทในเบื้องต้น ได้ให้เงินศูนย์ที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ศูนย์ละ 1 แสนบาท เพื่อจะได้ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้รวดเร็วและทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม ท่านเป็นห่วงว่าเมื่อน้ำลดแล้ว ผู้ประสบภัยกลับบ้านจะเป็นทุกข์เพราะเห็นความสูญเสีย ท่านจึงให้สติว่าอุทกภัยนั้นเป็นความสูญเสียของคนทั้งประเทศ แต่อย่าให้เสียถึงชีวิต ต้องมีสติตั้งมั่น ให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติ คนที่ไม่มีความทุกข์ก็มีทุกข์ ผู้ที่ไม่ได้รับความเสียหายก็เสียหาย เพราะฉะนั้นอย่าขาดสติ ชีวิตจะได้มั่นคงต่อไป
โครงการฟื้นฟูจิตใจโดยธรรมเยียวยาใจ
พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ป.ธ. 6) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงฯ และได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการธรรมเยียวยาใจ กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูจิตใจโดยธรรมเยียวยาใจได้ผลค่อนข้างมาก เนื่องจากคนไร้ความหวังพอได้ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกับข้าวกล้าที่เหี่ยวแห้ง ได้ฝนแรกที่ตกลงมาก็กลับฟื้นมีชีวิตกลับคืนมา
โครงการธรรมเยียวยาใจเริ่มมาจากเจ้าประคุณสมเด็จวัดสระเกศที่ให้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในนามมหาเถรสมาคม เมื่อพระออกไปได้พบเห็นประชาชนในศูนย์พักพิงต่างๆ มีอาการซึมเศร้าเพราะสูญเสียทรัพย์ จึงกราบเรียนสมเด็จให้ทราบ เจ้าประคุณสมเด็จจึงให้ทำโครงการธรรมเยียวยาใจเป็นโครงการที่ 2 โดยนิมนต์พระวิทยากรจากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ไปเยียวยาใจประชาชนตามศูนย์พักพิงและตามจุดต่างๆ ที่ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ
พระวิทยากรทั้งหมดได้รับการอบรมทางด้านพุทธจิตวิทยาใช้รูปแบบธรรมนันทนาการ เสนอให้ประชาชนได้ความรื่นเริงเบิกบานใจ เท่าที่เห็นแต่ละท่านมีวิธีการนำเสนอ เช่น นำของที่จะเอาไปมอบให้ประชาชนมาตั้งบนโต๊ะแล้วบอกว่า ของพวกนี้มีอายุสั้นแต่ธรรมที่จะให้นั้นมีอายุยืนยาว ทั้งนี้เพื่อปรับสภาพจิตใจประชาชนให้มีความหวังขึ้นมา
พระวิทยากรตามโครงการนี้ ได้ไปเยี่ยมศูนย์พักพิงที่อยู่ในวัดรวม 225 ศูนย์ และได้จัดทีมไปเยี่ยมศูนย์เอกชนและศูนย์ราชการที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีประมาณ 300-400 จุดอีกด้วย
ธรรมที่พระวิทยากรนำไปบรรยายนั้น เบื้องต้นจะให้มีสติก่อน ตามด้วยสัมปชัญญะ เมื่อสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้นผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปแล้ว จะทำอะไรสติสัมปชัญญะจะมีประโยชน์อีก ทำให้ยอมรับได้ว่าเรามิใช่คนเดียวที่พบกับเหตุการณ์อย่างนี้ มีอีกหลายคนที่มีชะตากรรมเหมือนเรา ต่อจากนั้นขันติและโสรัจจะตามมา ความสุขก็จะเกิดขึ้น
ท่านเล่าว่า พระวิทยากรที่ไปเยี่ยมตามจุดต่างๆ นั้น ทำงานค่อนข้างหนัก บางวันกลับถึงวัดเมื่อล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว ครั้งหนึ่งรถยนต์ที่เป็นพาหนะไปเสียกลางสายน้ำที่ลึกถึงหน้าอก ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี กว่าจะแก้ไขได้กลับถึงวัดเมื่อเวลาตี 4
สุดท้ายท่านฝากถึงประชาชนชาวไทยทุกคนว่า ในยามวิกฤตเช่นนี้ พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ หากเห็นพระห่มผ้าไม่เรียบร้อยในขณะทำงาน ก็ขอให้เข้าใจว่านี่เป็นวิถีแห่งพระไทยที่แท้จริง ที่เคยทำในอดีต คือพระอยู่กับชาวบ้าน
สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชช่วยชุมชนมุสลิมที่ปทุมธานี
ส่วนพระ ดร.อนิล ศากยะ ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร และพระครูสังฆสิทธิกร ได้นำของไปช่วยเหลือประชาชนและวัดต่างๆ ที่คนอื่นเข้าไปไม่ถึงมาหลายวันติดต่อกัน ใครขอมาท่านก็นำไปให้ เช่น ชุมชนมุสลิม 250 ครอบครัวที่มัสยิดใหม่เจริญ ต.บางโพธิ์เหนือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ทราบว่าที่วัดบวรนิเวศได้รับความช่วยเหลือจากชาวพุทธมาเลเซีย อาหารการกินส่วนหนึ่งเป็นฮาลาล จึงขอมา ท่านก็นำของประมาณ 500 ชุด ไปมอบให้ด้วยความยินดี
ภาพที่ พระ ดร.อนิล ศากยะ และพระครูสังฆสิทธิกร พร้อมด้วยคณะจิตอาสานำอาหารฮาลาล และน้ำดื่มไปมอบให้พี่น้องชาวมุสลิม ที่มัสยิดใหม่เจริญ เมื่อบ่ายวันที่ 20 พ.ย. 2554 ยังติดตาตรึงใจที่เห็นคนต่างศาสนาช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ พิสูจน์ว่าผู้ที่มีศาสนาจริงๆ แม้จะต่างความเชื่อ แต่เมื่อนึกถึงความเป็นมนุษย์แล้วย่อมช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน
กว่าจะช่วยชุมชนมุสลิมได้ คณะพระ ดร.อนิล ต้องฟันฝ่าอุปสรรคพอสมควร เพราะเส้นทางถูกตัดขาด รถยนต์ทุกชนิดเข้าไม่ถึง ระยะทาง2 กิโลเมตรครึ่งที่เคยเป็นถนนถูกน้ำท่วมเกินกว่า2 เมตร เห็นแต่น้ำขาวโพลนเวิ้งว้างสุดสายตาคล้ายกับทะเลสาบ แต่สามารถฟันฝ่าไปได้ เมื่อมีคณะอาจารย์และนักศึกษาแห่งสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันสนับสนุน โดยส่งรถยนต์ 6 ล้อ 2 คัน บรรทุกเรือเครื่องติดท้าย 2 ลำ และเครื่องอุปโภคบริโภค และน้ำดื่มไปมอบให้ชุมชน ดังที่เคยช่วยสนับสนุนโครงการนี้ในที่อื่นๆ มาแล้ว
พระ ดร.อนิล ศากยะ บอกว่า อาหารต่างๆ รวมทั้งฮาลาลนั้น ชาวพุทธในประเทศมาเลเซียส่งมาตั้งแต่วันที่ 9-18 พ.ย. 2554 รวม 6 ตู้คอนเทนเนอร์ และสัญญาว่าจะส่งมาให้อีกจนกว่าน้ำหยดสุดท้ายจะเหือดแห้งไป
อิหม่ามฮัจยี อับดุลเลาะห์ มะหะหมัด ในนามชุมชนมุสลิมใหม่เจริญ บอกว่า รู้สึกขอบคุณและปลื้มใจที่คณะเลขานุการของสมเด็จพระสังฆราชมาช่วยคลายความทุกข์ ส่วนของที่ได้รับจำนวนมากจะนำไปมอบให้กับชุมชนชาวมุสลิม และชุมชนชาวพุทธที่ที่อยู่ใกล้เคียงกันด้วย
วันต่อมาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2554 ท่าน ดร.อนิล ศากยะและคณะไปเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยที่โรงเรียนตลาดบางคูลัด ในซอยกันตนา อ.บางใหญ่ ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่นับร้อยคน ท่านบอกชุมชนว่าของที่โครงการน้ำพระทัยจากสมเด็จพระสังฆราชนำมาให้นั้น เป็นของที่ชาวพุทธมาเลเซียส่งมาให้ ผู้ประสบภัยจึงได้รับของนอกที่นำเข้าจากมาเลเซีย นอกจากน้ำพระทัยของสมเด็จพระสังฆราช
ท่านบอกผู้พักพิงว่า น้ำที่ท่วมนั้นพวกเราคงทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากเฝ้าดูจนกว่าจะแห้ง ขณะนี้จึงขอให้มีกำลังใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมา ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป ตามหลักธรรมชาติ เพียงแต่ว่าน้ำท่วมครั้งนี้ตั้งอยู่นานเกินไปเท่านั้น
ท่านแนะว่า ผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิงขอให้เปิดใจอย่าอยู่กับความคิดตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่าหลังจากน้ำลดจะทำอย่างไร เพราะคิดแบบนั้นจะทำให้เครียด จึงควรคิดให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีสติ
นอกจากนั้นท่านแนะนำปฏิบัติธรรม โดยให้มีขันติและความอดกลั้น เพราะการอยู่ร่วมกับคนจำนวนมาก บางทีก็ต้องกระทบกระทั่งเหมือนลิ้นกับฟัน
ในขณะที่ท่านเยี่ยมประชาชนอยู่นั้น พ่อแม่เด็กหลายคนนำบุตรมาขอพรและให้ท่านอุ้ม ท่านก็ทำให้ตามที่เขาต้องการ มีเด็กทารกคนหนึ่งอายุประมาณ 3-4 เดือน ผู้ปกครองนำมาให้ท่านอุ้ม ท่านก็อุ้มซึ่งเด็กไม่ดิ้น ไม่ร้อง ท่านจึงต้องอุ้มไปด้วย กล่าวให้กำลังใจกับประชาชนไปด้วย เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่ง
สรุปว่าน้ำท่วมระดับมหาอุทกภัย ทำให้เห็นบทบาทของพระสงฆ์ต่างออกไป แทนที่จะเป็นผู้รับกลับทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ออกไปให้การช่วยเหลือมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทุกรูปแบบ โดยไม่เกี่ยงว่าจะนับถือศาสนาอะไร เป็นตัวอย่างแห่งสังคมสงฆ์และความสมานฉันท์ที่หลายคนใฝ่หาโดยแท้







