
รักมากไป แต่เลี้ยงไม่เป็น
....หนูดี
– วนิษา เรซพ่อแม่ที่หวังดีกับลูกมาก อยากเห็นลูกประสบความสำเร็จ อาจกดดันให้ลูกเรียนให้เก่ง เสร็จแล้วให้เรียนพิเศษต่อ แล้วก็ท่องหนังสือ แล้วก็เล่นกีฬา เล่นดนตรี กิจกรรมทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่สิ่งดีที่อัดแน่นกันเกินไป รวมๆ กันแล้วอาจไม่ดีก็ได้ เหมือนกับอาหารสุขภาพที่แสนดี แต่เราก็รับประทานได้แค่ปริมาณหนึ่งเท่านั้น รับประทานมากไปก็อาจจุกได้
หนูดีคิดว่า พ่อแม่รักลูกทุกคนนั่นละค่ะ การรักลูกเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นธรรมชาติ แต่การเลี้ยงลูกให้เป็นนี่สิคะ ไม่ใช่เรื่องที่จะได้กันมาง่ายๆ ไม่ใช่คิดเดาเอาเองจะได้ผล ไม่ใช่ใช้สัญชาตญาณอย่างเดียวจะรอด คนเป็นพ่อแม่จะต้องอ่านเยอะ สังเกตเยอะ ถามตัวเองเยอะ ถามคนอื่นเยอะ
สรุปว่า อาชีพพ่อแม่ไม่ใช่ของง่าย แถมไม่ได้เงินเดือนอีกด้วย
แต่ใครๆ ก็อยากมีลูกกันจัง
วันนี้ หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่อง การสอนลูกในแบบที่คนไทยชอบกันสักนิด คือ การเรียนพิเศษเยอะ และลดเวลาของการเล่นลง ว่าผลที่สุดโต่งที่สุดกรณีหนึ่ง คืออะไร...
การเรียนและการเล่นให้ประโยชน์คนละแบบ เหมือนพ่อกับแม่ เหมือนอาหารกับน้ำ มนุษย์เราต้องการทั้งคู่ ขาดสิ่งหนึ่งไปชีวิตเราคงประหลาด ขาดๆ ไม่ครบถ้วน การมีความสุขคือการมีสิ่งต่างๆ สมดุลและอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ล้นเกินฝั่งหนึ่ง แล้วไปขาดแบบเหลือเชื่อในอีกฝั่งหนึ่ง
มาดูชีวิตหนึ่งของคนที่ขาดแบบไม่น่าเชื่อดูนะคะ
เช้าวันหนึ่ง ในปี 2509 ที่เทกซัส สหรัฐอเมริกา ชาร์ลส์ วิทแมน นักศึกษาวิศวสถาปัตยกรรม ได้ปีนขึ้นไปบนหอคอยกลาง มหาวิทยาลัยเทกซัส เมืองออสติน และเริ่มยิงปืนกราดลงมาที่นักศึกษาและบรรดาพนักงานที่กำลังเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย
เหยื่อคนแรกของเขาคือผู้หญิงท้อง ก่อนยิงอย่างแม่นยำจนฆ่าคนไป 15 คน และทำให้อีก 31 คนได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่พลเมืองดีคนหนึ่งที่บังเอิญเป็นนายตำรวจนอกเวลาราชการจะยิงเพื่อสกัดเขาไว้ได้
ตำรวจพบว่า คืนหนึ่งก่อนหน้านั้น ชาร์ลส์ วิทแมน ได้ฆ่ามารดาและภรรยาของตัวเองก่อนออกมาก่อโศกนาฏกรรมที่มหาวิทยาลัย
นายกเทศมนตรีของเทกซัสเป็นห่วงและให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก เขาแต่งตั้งทีมนักวิจัยที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์จากหลายสาขามาหาคำตอบให้ได้ว่า อะไรทำให้คนคน หนึ่งก่อโศกนาฏกรรมระดับนี้ได้ ทีมวิจัยได้ทุนสนับสนุนเต็มที่ รวมถึงการใช้เครื่องบินส่วนตัวของนายกเทศมนตรีด้วย ตัวนายกเทศมนตรีท่านนี้เองก็เคยอยู่ในเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี เคนเนดี และรอดตายมาแบบหวุดหวิด ท่านเลยเกิดความกังวลว่าคนจิตใจไม่ปกติแบบนี้จะต้องแอบอยู่ทุกมุมในโลกเพื่อรอเวลาก่อเหตุ และทำอย่างไรเราถึงจะป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ลงมือทำเรื่องร้ายแรงได้ ทำอย่างไรจะชี้ตัวได้ก่อนจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ทุกคนในทีมเริ่มต้นสืบประวัติของวิทแมน เขาประเมินกันเล่นๆ ว่า วิทแมนต้องเป็นคนโหดเหี้ยม ไม่มีใครคบ เติบโตมาแบบขาดแคลน และอยู่ในครอบครัวมีปัญหาแน่นอน แต่ความจริงกลับเป็นสิ่งตรงข้าม
วิทแมนเป็นอดีตหน่วยนาวิกโยธินที่มีประวัติดี เป็นสามีที่ดี และเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่ อีกเรื่องที่น่าสนใจ ก็คือ เขายังเป็นลูกเสือที่ได้รับเกียรติให้เป็น
“อีเกิล สเกาต์” ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกันอีกด้วยเมื่อดูลงไปให้ลึกในชีวิตของมือสังหารหมู่รายนี้ ทีมนักวิจัยกลับได้พบข้อมูลที่น่าตื่นตระหนก หลังจากสัมภาษณ์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงนาทีสังหาร
พวกเขาพบว่า พ่อของวิทแมนได้ควบคุมทุกอย่างในชีวิตเด็กโดยสิ้นเชิง เด็กชายไม่เคยได้เล่นเหมือนเด็กอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะวิ่งไล่จับ ปั้นดิน ซ่อนหา ทั้งเล่นกับเพื่อนหรือเล่นคนเดียว เล่นในธรรมชาติ ไม่เคยได้ตื่นเต้น สนุก เร้าใจ ไม่เคยกางเต็นท์ ปีนเขา เล่นหุ่นยนต์
ตรงกันข้าม พ่อของเขากลับบังคับให้เขาอยู่ในบ้าน และ
“ทำอะไรที่เป็นประโยชน์” เช่น เรียนท่องหนังสือ ซ้อมเปียโน ฯลฯเวลาที่วิทแมนได้ห่างจากพ่อ ก็มีเพียงตอนที่ตามแม่ไปช็อปปิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่กระนั้นพ่อก็ยังบังคับให้ทั้งคู่ถือวิทยุติดตามตัวไปด้วยและควบคุมทั้งสองจากทางไกล
เมื่อมีเพื่อนหรือญาติมาเยี่ยมบ้าน พ่อจะบังคับให้วิทแมนแสดงเปียโนเดี่ยว หรือทักษะอะไรก็ตามที่พ่อเพิ่งสอนให้แขกดู โดยเด็กน้อยไม่มีสิทธิปฏิเสธ
ครูอนุบาลของเขาให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวัยเด็ก วิทแมน
“เล่นไม่เป็น” และได้แต่ดูเพื่อนเล่น กิจกรรมที่เขาทำเป็นแบบไร้อิสระทางความคิดโดยสิ้นเชิง เช่น ลอกเลียนแบบเพื่อนที่เล่นอยู่ก่อนเท่านั้นบาทหลวงให้สัมภาษณ์ว่า ยากมากที่จะสอนวิทแมน เพราะเขาไม่เคยยอมเปิดใจและเล่าถึงความรู้สึกที่แท้จริงเวลาเขาทำอะไรผิด เขาอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ เขาพูดแต่สิ่งที่
“เขาควรจะรู้สึก” เท่านั้นแน่นอนว่า เด็กที่
“ไม่ได้เล่น” ทุกคน ไม่ได้กลายเป็นอาชญากรเสมอไป ตัวอย่างของ ชาร์ลส์ วิทแมน อาจจะสุดขั้วไปหน่อย แต่เราก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวิทแมนได้เล่นบ้างในวัยเยาว์ เขาจะกลายเป็นฆาตกรที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกแบบนี้หรือไม่หนูดีว่า คงไม่ค่ะ
คนเป็นพ่อแม่ บางครั้งเราคิดว่าเรากำลังให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก กำลังสร้างอนาคตให้เขา สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่การเรียนไม่ใช่ทั้งหมดของจิ๊กซอว์ที่ประกอบขึ้นมาเป็นชีวิตมนุษย์ เรายังต้องการเล่น การพักผ่อนหย่อนใจ ความสนุกสนาน เวลาแห่งการรวมกลุ่มในครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งหมดนี้จะสร้างให้คนคนหนึ่งเก่งเต็มที่ และมีชีวิตที่ไม่บิดเบี้ยว
ก็คงเหมือนผู้ใหญ่อย่างเรา ใครจะทำงานตลอดทั้งวันแล้วต่อโอทีทุกเย็น รวมทั้งเสาร์อาทิตย์ได้ตลอดเวลาติดต่อกันเป็นสิบๆ ปี
เรียนเรียน เล่นเล่น พักพัก แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ ทำได้อย่างนี้ ชีวิตเด็กเก่งคนหนึ่งก็สมบูรณ์แล้วค่ะ







