
วิกฤตพืชต่างถิ่น(บทเรียนจากยางพารา)
ระหว่างการเยือนยูนนาน เคยเห็นการปลูกต้นยางพารากันในเขตภูเขาซึ่งมีระดับต่ำก็จริง
ระหว่างการเยือนยูนนาน เคยเห็นการปลูกต้นยางพารากันในเขตภูเขาซึ่งมีระดับต่ำก็จริง
แต่มันก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายอย่างหนัก เป็นผลมาจากฝนซึ่งตกอย่างหนักในบางช่วงของปี ชาวยูนนานหลายคนกล่าวว่า ความยั่งยืนของสภาพนิเวศ ซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว ได้ถูกทำลายลงหลังจากไม้ยืนต้นชนิดนี้ได้ถูกนำมาปลูกแทนที่ป่าไม้ดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของจังหวัดนี้ได้เซ็นสัญญาความตกลงกับรัฐบาลลาวในการร่วมกันพัฒนาการปลูกยางพาราในพื้นที่ 166,666 เฮกตาร์ หรือกว่าล้านไร่ โดยประมาณทางภาคเหนือของลาวบริเวณใกล้พรมแดนลาว-สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปี 2006-2015 โดยทางป่าไม้ยูนนานจะลงทุนในแปลงเบิกนำสาธิตการปลูกให้ก่อนในพื้นที่ล้านสองแสนกว่าไร่ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านของลาวเกิดความสนใจที่จะปลูกยางเพิ่มในพื้นที่กว่าแปดแสนไร่ ซึ่งหากเสร็จทั้งโปรเจกต์จะผลิตยางได้ถึง 215,000 ตันต่อปี และสร้างงานได้ถึง 125,000 ชิ้นงานทีเดียว
จีนเป็นผู้นำเข้ายางพารารายใหญ่ที่สุดของโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จีนเองผลิตยางได้ 500,000 ตันต่อปี แต่ก็ไม่พอกับความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้ยางธรรมชาติ แต่ก็ไม่พอกับความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้ยางธรรมชาติ แต่หาพื้นที่ปลูกยางที่เหมาะไม่ได้ ดังนั้นจีนจึงต้องหาที่ที่เหมาะสมทางตอนใต้ของชายแดน นั่นคือ ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีพื้นที่เหมาะแก่การปลูกไม้ยืนต้นชนิดนี้ ประมาณ 3,333 เฮกตาร์
ปัจจุบันจังหวัดยูนนานเป็นเขตการผลิตยางพาราใหญ่ที่สุดของจีน โดยผลิตได้ 40 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตรวมกันทั้งประเทศ
รูปแบบการลงทุนส่งเสริมการทำสวนยางของจีนได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อวิถีทางแห่งการปกป้องสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ตัวเราได้พบในรายงานขององค์การความร่วมมือด้านเทคนิคของเยอรมัน (GTZ German Organization for Technical Assistance and Cooperation) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน และได้พบว่าการปลูกยางพาราในแคว้นยูนนานของจีนก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง ซึ่งผลที่ตามมาคือความเสียหายด้านนิเวศวิทยาของพื้นที่ดังกล่าวในระยะยาว การปลูกยางพาราในระบบพืชเดี่ยว ภายในพื้นที่ใหญ่โตมหาศาล จะก่อให้เกิดผลเสียหายติดตามมา ดูแค่ผลจากการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชป่าซึ่งมีจำนวนชนิดมากมายที่มีผู้คนยังรู้จักกันน้อยมาก และพืชพันธุ์ไม้เหล่านี้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในแง่ของพืชอาหารและพืชสมุนไพร
อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวโครงการจากข้าราชการประเทศลาว หลายคนกล่าวว่ารัฐบาลจะไม่อนุญาตให้มีการปลูกยางพาราในพื้นที่ขนาดใหญ่อีกแล้ว จนกว่าจะมีการศึกษาอย่างละเอียดถึงผลกระทบให้ได้ภาพที่ชัดเจนเสียก่อน และทางรัฐบาลจะตรวจสอบดูสิ่งที่เคยทำไปแล้วเกี่ยวกับข้อตกลงในโครงการต่างๆ ซึ่งทำไปแล้วโดยกลุ่มนักลงทุนเอกชน เหตุผลที่ตัดสินใจดังกล่าวก็เพราะความตกต่ำจากราคายางดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลาดยางพาราดิบจากจังหวัดต่างๆ ตอนเหนือของลาวซึ่งราคาได้ร่วงลงถึงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2551 เป็นต้นมา รายงานจากแหล่งข่าวที่รับฟังได้จากวิทยุในกรุงเทพฯ แจ้งว่าการขาดการประกันราคาโดยกลุ่มผู้ซื้อจากจีน ซึ่งภายในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้เกษตรกรลาวได้ปลูกต้นยางพารากันภายในพื้นที่กว่า 100,000 เฮกตาร์ (625,000 ไร่) ทำให้เกษตรกรเริ่มรู้สึกว่าราคาที่ตกต่ำขนาดนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะปลูกต้นยางพาราอีกต่อไปแล้ว และถ้าพวกเขายังปีนปลูกต้นยางอีกต่อไป พวกเขาก็จะสูญเสียโอกาสในการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งอาจให้ผลกำไรตอบแทนดีกว่านี้
รัฐบาลลาวเคยให้เช่าที่ดินแก่นักลงทุนเอกชนทั้งของลาวและต่างประเทศในพื้นที่มหาศาลเพื่อปลูกต้นยางพาราและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ คือ ต้นกาแฟ ซึ่งปลูกกันในพื้นที่ระดับสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป จนถึง 2,000 เมตร โดยปราศจากการศึกษาอย่างละเอียดและเป็นระบบของผลกระทบต่อสภาพสังคม และปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น นักลงทุนหลายคนเมื่อได้สัมปทานมาแล้วก็ให้เช่าต่อกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัทเอกชนต่างประเทศเพื่อทำกำไร ก่อให้เกิดธุรกิจการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ผิดกฎหมายหลายกรณี และเช่นเดียวกันผลพวงจากเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาในเรื่องการทับซ้อนของที่ดินกับชาวบ้านของลาวเอง ทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างเกษตรกรลาวกับกลุ่มบริษัทต่างชาติที่เข้าไปทำกิจกรรม รวมทั้งเกิดการขัดแย้งระหว่างเกษตรกรชาวลาวกับรัฐบาลส่วนท้องถิ่นของแต่ละเขต การออกสัมปทานให้ในบางเขตโดยปราศจากสำรวจพันธุ์พืชป่าเสียก่อน ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรป่าไม้อันหลากหลายและยังมิได้มีผู้รู้จักกันลงอย่างยับเยิน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพทางนิเวศอย่างใหญ่หลวง
ทั้งหมดที่เกิดมานี้ทำให้รัฐบาลลาวตัดสินใจที่จะตรวจตามดูโครงการยางพาราและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งเคยถูกอนุมัติให้ประทานบัตรไปแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทนักลงทุนต่างชาติเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่อย่างใด อีกทั้งจะเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นในการตัดสินใจในอนาคต
ที่น่าเป็นห่วงคือมีเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรนี้ทั้งคนในกองทัพและข้าราชการการเมืองระดับสูง ได้ลงทุนไปไม่น้อยในการปลูกยางพารา ดังนั้นชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงเชื่อว่าโอกาสที่จะขัดขวางการเจริญเติบโตของต้นไม้ต่างถิ่นชนิดนี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก







