
เทคนิคสยบไขมันเกาะเอว ฟิตหน้าท้องโดยไม่ต้องซิตอัพ ?!?
ปัญหาอันดับต้นๆ ในการลดส่วนเกินของทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย คงต้องยกให้ไขมันบริเวณหน้าท้องที่ทำให้ดูเหมือนมีห่วงยางรอบเอว
ปัญหาอันดับต้นๆ ในการลดส่วนเกินของทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย คงต้องยกให้ไขมันบริเวณหน้าท้องที่ทำให้ดูเหมือนมีห่วงยางรอบเอว
โดย พญ.ลักขณา ถาวโรจน์
ปัญหาอันดับต้นๆ ในการลดส่วนเกินของทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย คงต้องยกให้ไขมันบริเวณหน้าท้องที่ทำให้ดูเหมือนมีห่วงยางรอบเอว หรือหน้าท้องหย่อนคล้อยไม่กระชับสำหรับคุณแม่หลังคลอด หลายคนทราบดีว่าปัญหานี้ จัดการได้ด้วยการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย แม้แต่การซิตอัพ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ เพราะหน้าท้องเป็นส่วนที่ลดได้ยาก เนื่องจากมีชั้นไขมันที่หนาและเป็นส่วนกลางลำตัว ไม่มีกระดูกรองรับโดยตรง จึงสังเกตได้ว่าเวลาทานอิ่มใหม่ๆ พุงจะป่องเพราะท้องไม่มีแรงค้ำยัน อีกทั้งหน้าท้องเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อย ต่างจากแขน ขา และสะโพกที่เคลื่อนไหวมากกว่า ทำให้คนนั่งทำงานออฟฟิศหรือคุณแม่บ้านที่อยู่กับบ้านทั้งวันจึงมีหน้าท้องได้ง่าย ยิ่งอายุมากขึ้นการเผาผลาญลดลง ไขมันก็ยิ่งสะสมมากขึ้นค่ะ
ศัลยกรรมดูดไขมันเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้ที่ต้องการมีหน้าท้องแบนราบ โดยเฉพาะคนใจร้อนอยากเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและไม่อยากทำซ้ำหลายครั้ง การดูดไขมันเหมาะกับผู้มีไขมันเฉพาะจุด โดยแพทย์จะทำเครื่องหมายบนร่างกายในตำแหน่งที่ต้องการเอาไขมันออก และฉีดสารละลายที่มีส่วนผสมของยาชาเข้าไปยังชั้นไขมันตรงบริเวณหน้าท้อง จากนั้นจึงดูดไขมันผ่านแผลเล็กๆ แล้วเย็บปิดแผลให้เรียบร้อย วิธีนี้อาจมีผลกระทบบางประการค่ะ เช่น ผิวบวมช้ำ และเป็นลอนคลื่น จึงควรเลือกทำกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดผลข้างเคียงที่ตามมา แต่สำหรับคนที่มีปัญหาผิวหนังส่วนเกิน หรือผิวหนังห้อยย้อยบริเวณหน้าท้อง ซึ่งอาจเกิดจากการลดน้ำหนักหรือตั้งครรภ์ คงต้องมองหาทางเลือกด้วยการผ่าตัดหน้าท้อง (Abdominoplasty) โดยแพทย์จะให้ดมยาสลบและตัดผิวหนังส่วนเกินออก แล้วเย็บกลับให้เข้าที่ และต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล 2-3 วัน รวมถึงห้ามใช้แรงหรือออกกำลังกายในช่วง 2 เดือนแรก
นอกจากศัลยกรรมแล้ว เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ยังเป็นอีกวิธีที่ช่วยดูแลปัญหาไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี เมื่อเลือกใช้อย่างเหมาะสมค่ะ ซึ่งที่ขอพูดถึงในครั้งนี้ก็เป็นคลื่นแสงที่ส่งพลังงานลงไปเฉพาะที่เซลล์ไขมัน ทำให้ของเหลวภายใน เช่น น้ำและไขมันเสียทำปฏิกิริยาในระดับเซลล์ จนเกิดเป็นฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก (Micro Bubbles) และกระตุ้นให้เกิดการเสียดสีจนเกิดความร้อนและแตกตัวในรูปแบบไมโครโมเลกุล แล้วจึงขับถ่ายออกจากร่างกายตามกระบวนการธรรมชาติ สามารถเห็นความแตกต่างได้ในครั้งแรก แต่ควรรักษาต่อเนื่อง 5 ครั้งขึ้นไป โดยเว้นระยะ 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเฉพาะจุดในระดับปานกลางเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรืออ้วนทั้งตัว แต่มีข้อดีคือ ไม่เจ็บและไม่เหลือผิวตะปุ่มตะป่ำทิ้งไว้เหมือนการดูดไขมัน แต่อาจมีผิวแดงระเรื่อเล็กน้อยบริเวณที่ทำ ซึ่งจะจางหายไปเองใน 1-2 ชม. นอกจากนั้นก็ไม่มีขั้นตอนการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นอีกแนวทางที่เหมาะกับคนที่กลัวเจ็บและยังไม่อยากทำศัลยกรรม แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณในการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาหน้าท้องแบนราบให้คงอยู่กับคุณไปนานๆ ค่ะ







