
5 วิธีการใหม่ ในการมองบ้านของคุณ
เมื่อออกแบบบ้าน คุณอาจถามตัวเองด้วยคำถามเดิมๆ ว่า เป้าหมายของเราคืออะไร
เมื่อออกแบบบ้าน คุณอาจถามตัวเองด้วยคำถามเดิมๆ ว่า เป้าหมายของเราคืออะไร
สิ่งที่หลายคนชอบทำตอนออกแบบบ้าน คือ มักมองงานออกแบบจากมุมมองเพียงสองมิติ ในความเป็นจริงแล้ว ขณะที่เราจัดสรรพื้นที่รอบๆ ตัวเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิต พร้อมๆ กับการจัดระเบียบพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมกับผังบริเวณบ้านตามหลักฮวงจุ้ย เรายังจำเป็นต้องคิดถึงดีไซน์ด้วยแนวคิดสามมิติด้วย
ในการผสมผสานฮวงจุ้ยเข้ากับดีไซน์สามมิติ เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีมองภาพพื้นที่และจินตนาการประสบการณ์ของเราเอง โดยเราสามารถมองโลกให้เป็นภาพสามมิติ แล้วสร้างประสบการณ์ความรู้สึกทางภาพด้วยการใช้จินตนาการของเรา ประสบการณ์ทางภาพนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น และเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงบ้าน
เพื่อให้บรรลุประสบการณ์ทางภาพเช่นนี้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการ “มอง” ผ่านจินตนาการ 5 ช่องทางหลัก ดังนี้
1 การรับรู้ทางภาพ
แผนผังและโมเดลสามมิติช่วยให้เรามองเห็นภาพพื้นที่คร่าวๆ ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นใด แต่ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกได้ว่าพื้นที่จะให้ความรู้สึกอย่างไร จำไว้ว่า “ประสบการณ์” นั้นแตกต่างจาก “การมอง” พื้นที่หนึ่งๆ ความรู้สึกของพื้นที่ถูกกำหนดด้วยวิธีการจัดวางสิ่งของและการตกแต่งภายในบ้าน ตั้งแต่รูปแบบดีไซน์ของเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือก ไปจนถึงเนื้อผ้าและภาพวาดต่างๆ ที่เราใช้ ยกตัวอย่างเช่น ประเภทของเครื่องเรือนที่เราเลือกใช้ในห้องนั่งเล่น ส่งผลต่อการรับรู้และประสบการณ์ทางภาพอย่างไร
2 การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาตร
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่สามมิติ คือ การเปลี่ยนแปลงในแง่ของความสูงและปริมาตรของพื้นที่ เมื่อเราย้ายออกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงระดับความสูงจะส่งผลต่อการรับรู้ที่มีต่อพื้นที่รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราย้ายจากห้องชั้นเดียวไปยังห้องที่มีปริมาตรสองชั้น ปฏิกิริยาแรกของเรา คือ ความรู้สึกของการระเบิดออกในเชิงปริมาตร ซึ่งหมายถึงความรู้สึกอิสรเสรี อย่างไรก็ตามถ้าการเปลี่ยนแปลงของระดับชั้นมีมากเกินไป ความรู้สึกอิสระก็จะกลายเป็นความว่างเปล่า เนื่องจากตัวเราเริ่มหดเล็กลงภายใต้พื้นที่นั้นๆ ในกรณีเดียวกัน เมื่อเราย้ายจากพื้นที่สูงไปสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า เราจะเกิดความรู้สึกสุขสบายและเป็นกันเอง แต่ถ้าควบคุมไม่อยู่ พื้นที่นั้นก็อาจทำให้สภาวะอารมณ์ของเราไม่ดีและกลายเป็นความกลัวที่แคบได้เหมือนกัน
3 เสียง
เสียงมีส่วนสำคัญมากในการสร้างพลังงานภายในบ้าน อาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบทางมโนภาพที่รับรู้ยากที่สุดในพื้นที่อยู่อาศัยเลยทีเดียว เนื่องจากเราต้องระบุหาชนิดและตำแหน่งของแหล่งที่มาของเสียงให้ได้ รวมทั้งการสะท้อนของเสียงภายในบ้านให้เป็นไปในลักษณะที่เราต้องการด้วย ในความเป็นจริงแล้ว แหล่งที่มาของเสียงหลักๆ เกิดจากเสียงรบกวนจากท้องถนนและปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกบ้าน ดังนั้นแนวคิดเรื่องเสียงที่มีผลต่อความรู้สึกในบ้านเราจึงมีบทบาทสำคัญสองประการด้วยกัน
ประการแรก คือ การปิดกั้นเสียง ซึ่งต้องทำให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านของคุณด้วย การทำเช่นนี้อาจต้องใช้เทคนิคเล็กน้อย เช่น การปลูกต้นไม้สูงใหญ่เพื่อช่วยกระจายเสียง ทั้งยังทำหน้าที่เป็นร่มเงาที่ดีจากแสงแดดร้อนๆ ได้อีกด้วย อีกวิธีหนึ่งคือ การติดตั้งแผ่นกระจกที่มีประสิทธิภาพ เช่น หน้าต่างกระจกที่ช่วยกันเสียงและป้องกันมลพิษ อย่างไรก็ตามการควบคุมเสียงภายในพื้นที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการปิดกั้นเสียงมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพลังหยินที่ไม่ดีขึ้นได้ เพราะความเงียบจะส่งผลให้ร่างกายของเรารู้สึกสับสนและอึดอัด
ประการที่สอง คือ เสียงที่คุณต้องการได้ยินภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเสียงธาราภูมิทัศน์หรือดนตรี ตำแหน่งของแหล่งเสียงที่สัมพันธ์กับพื้นที่อยู่อาศัยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น การวางธาราภูมิทัศน์ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากพื้นที่ใช้สอยของคุณ เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องอาหาร การทำเช่นนี้ทำให้ธาราภูมิทัศน์โดดเด่นและเอื้อต่อพื้นที่อาศัยเป็นอย่างดี การมีธาราภูมิทัศน์อยู่ใกล้หรือไกลเกินไปอาจทำให้เสียงนั้นๆ ดังหรือเบาเกินไปก็ได้ คุณสามารถปรับระดับเสียงให้เหมาะสมได้ด้วยการควบคุมให้เสียงเป็นเหมือนเสียงแบ็กกราวด์เพื่อเสริมบรรยากาศโดยรวม
4 สัมผัส
เมื่อพูดถึง “สัมผัส” เราหมายถึงปฏิสัมพันธ์ทางร่างกายกับวัสดุของตัวอาคาร ชนิดของวัสดุมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างอารมณ์ของห้อง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้วัสดุมีความสำคัญต่อการตำแหน่งที่จัดวาง ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ หลายคนมักเลือกวัสดุโดยดูจากภาพลักษณ์ภาพนอก การมองและเลือกวัสดุโดยยึดหลักสุนทรียภาพ แม้จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราก็ควรมองการณ์ไกลสักนิด และเลือกวัสดุโดยคำนึงถึงอารมณ์ที่คุณต้องการด้วย
ยกตัวอย่างเช่น พื้นผิวที่ทำจากไม้ช่วยสร้างความรู้สึกที่ “น่าอยู่” เพราะทำให้ดีไซน์โดยรวมดูอบอุ่นขณะเดียวกับที่สร้างความรู้สึกสงบด้วย ดังนั้นพื้นผิวไม้จึงเป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้กับห้องนอน อย่างไรก็ดีเมื่อเรานำวัสดุที่แตกต่างกันมาไว้ด้วยกัน เช่น ไม้และหิน หรือไม้และพรม หรือแม้กระทั่งหินและพรม เราก็สามารถจัดวางและสร้างการเชื่อมต่อทางอารมณ์ระหว่างพื้นที่ใช้สอยที่แตกต่างกันได้ภายในบ้าน
ไม้และหินเข้ากันได้ดี และเหมาะสำหรับพื้นที่ส่วนรวมมากกว่า เช่น ห้องนั่งเล่นและห้องอาหาร ยกตัวอย่างเช่น วัสดุกรอบไม้ที่ประดับหิน ไม้ที่เป็นลายขอบจะช่วยดึงความโดดเด่นสวยงามของหินออกมา และยังทำให้ดีไซน์โดยรวมไม่ดูน่าเบื่ออีกด้วย นอกจากนี้การได้สัมผัสพื้นผิววัสดุที่แตกต่างกันในพื้นที่ ยังทำให้เรารับรู้ได้ถึงการย้ายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความตื่นเต้นของเราด้วยแนวการออกแบบ
5 สี
สีมีบทบาทสำคัญในการนำทางเราไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้าน เมื่อเราใช้แนวคิดตามหลักฮวงจุ้ย เราอาจพิจารณาใช้สีตามทิศต่างๆ ในบ้านเป็นแนวทางพื้นฐาน วิธีนี้ทำให้เราสามารถเลือกสีที่เอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ส่วนต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการนำมาประยุกต์ใช้อาจทำให้พื้นที่ดูดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ นี่คือแนวคิดพื้นฐานของพลังหยินและหยาง ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้จักเลือกใช้โทนสีที่เหมาะสม และสร้างความสมดุลเพื่อให้ภาพลักษณ์ออกมาดี
เราใช้สีเพื่อดึงดูดความสนใจไปยังพื้นที่หลักของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบานกระจกหน้าต่าง ผนังประดับ หรือแม้แต่ภาพที่ประดับตามส่วนต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และการเคลื่อนที่ภายในบ้าน ในทำนองเดียวกัน เรายังใช้สีและพื้นผิวกำแพงปกปิดพื้นที่บางส่วนของบ้าน เช่น บริเวณใช้สอยหรือห้องเก็บของ การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าดึงดูดยิ่งขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะไม่ได้เพียงแค่กำจัดพื้นที่เกะกะทางมโนภาพเท่านั้น แต่ยังยกระดับมาตรฐานการออกแบบให้สูงขึ้นด้วย
เมื่อเราเริ่มออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย อย่ามองภาพจากแผนผังหรือมองแต่ประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่ให้พิจารณาด้วยมุมมองทางอารมณ์ด้วย และพยายามจินตนาการว่าคุณมองเห็นอะไร (สิ่งนั้นส่งผลอย่างไรกับคุณ) คุณรู้สึกอย่างไร (คุณได้ยินและสัมผัสอะไร) และคุณเคลื่อนย้ายไปที่ใดบ้าง (อะไรที่ดึงความสนใจของคุณ) แล้วคุณก็จะสามารถสร้างบ้านที่เป็นบ้านของนักออกแบบได้อย่างแท้จริง







