
แคชเมียร์ยามฝน
ไปแคชเมียร์จากการเชื้อเชิญของ นิสโก้ แทรเวล (www.niscotravel.c0m)
ไปแคชเมียร์จากการเชื้อเชิญของ นิสโก้ แทรเวล (www.niscotravel.c0m)
โดย..จำลอง บุญสอง
ไปแคชเมียร์จากการเชื้อเชิญของ นิสโก้ แทรเวล (www.niscotravel.c0m) โดยได้รับการสนับสนุนจาก Indigo Airline ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระยะเวลาดังกล่าวแม้อากาศจะสบายๆ ไม่หนาวเหน็บแบบฤดูหนาว แต่ก็เหนอะหนะไม่น้อย บรรยากาศหน้าฝนทำให้ความงามของแคชเมียร์ต่างกับหน้าหนาวที่มีหิมะขาวโพลน วันนี้ข้าวพันธุ์อินเดียสีกำลังออกสีเหลืองทองไปทุกทุ่ง ส่วนเทือกเขาก็เขียวงามและอุดมไปด้วยธารน้ำที่ละลายจากหิมะที่สะสมไว้เมื่อหนาวที่ผ่านมา
นิคอน (Nikon) ให้ผมยืมกล้อง D 700 พร้อมเลนส์หลากหลายขนาดไปทดลองใช้ แต่ผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่พ่วงไปกับลูกทัวร์ของนิสโก้ ดังนั้นการฉีกออกจากขบวนเพื่อหยุดถ่ายภาพตามใจปรารถนาจึงไม่สะดวกนัก ด้วยเหตุนี้ซูมขนาด 24300 มม. จึงสะดวกที่สุดต่อการทำงานที่ฉาบฉวย เลนส์ 50 มม. ตัวเก่งของค่ายนี้จึงต้องนอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าโดยไม่มีราคี ทั้งๆ ที่ฉากงามของแคชเมียร์เหมาะแก่การใช้เลนส์นี้ยิ่งนัก
แต่ก่อนที่จะพาท่านผู้อ่านไปเห็น “สวรรค์บนดิน” ผมจำต้องบอกเล่าถึงสถานการณ์ทางการเมืองของแคชเมียร์ที่ดำรงอยู่ในวันนี้เสียก่อน ที่ต้องเอาเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะต้องการปูพื้นฐานให้ผู้อ่าน “เข้าใจถิ่น” เสียก่อน การเข้าใจถิ่นย่อมทำให้เกิดการเที่ยวอย่าง “เข้าใจ” อันเป็นพื้นฐานของการท่องเที่ยวแบบเรียนรู้ ยิง (จ่ายเงิน) ครั้งเดียวได้นกสองตัว (เที่ยวและเรียนรู้)
ประชากรแคชเมียร์ 80% นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับประชากรปากีสถาน ปากีสถานเป็นประเทศ “ระเบิดรายวัน” เช่นเดียวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ปากีสถานฆ่ากันเองเพราะรัฐบาลปากีสถานเข้าข้างอเมริกา แต่ขบวนการมุสลิมแนวทางอาวุธต้องการโค่นอเมริกา ส่วนประเทศไทยเป็น Civil War หลายปีที่ผ่านมาสงครามครั้งนี้มีคนตายไปแล้วกว่า 4,000 คน (ที่ “ถูกหิ้ว” หายไปไม่นับ)
หลังจากปกครองชมพูทวีปมานานถึง 200 ปี วันที่ 15 ส.ค. 2490 มหาจักรวรรดินิยมของยุคก็จำต้องให้อิสรภาพแก่อินเดียตามสภาพบังคับ แต่จะให้อิสรภาพอินเดียเปล่าๆ ก็จะเสียลายเสือ อังกฤษจึงวางระเบิดทางการเมืองเอาไว้ให้กับอาณานิคมของตนอย่างแยบยล ด้วยการแยกคนนับถือศาสนาออกเป็น 2 ซีก แบบเดียวกับแยกคนพม่าออกมาเป็นกลุ่ม เป็นพม่า กะเหรี่ยง (สมัยโน้นเป็นเครื่องมือของอังกฤษในการควบคุมพม่า ปัจจุบันเป็นเครื่องมือของอเมริกาที่รับไม้แห่งความเป็นจักรวรรดิแทนอังกฤษ)
อังกฤษแยกฝ่ายที่นับถือฮินดูให้เป็นอินเดีย แยกฝ่ายนับถืออิสลามเป็นปากีสถาน
เมื่อแยกประเทศดังว่าแล้ว ผู้นับถือฮินดูก็ต้องย้ายออกจากปากีสถานมาอยู่อินเดียถึง 10 ล้านคน ส่วนคนนับถืออิสลามก็ย้ายจากอินเดียไปอยู่ปากีสถาน 10 ล้านคนเช่นกัน ส่วนแคชเมียร์ซึ่งมีผู้ปกครองนับถือฮินดู แต่ประชากรเป็นอิสลาม กลับถูกผู้ปกครองผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย (ปี 2500) แบบเดียวกับผู้ปกครองบางส่วนของเกาะบอร์เนียวเอาดินแดนไปผนวกกับมาเลเซียแทนที่จะอยู่กับอินโดนีเซียในอดีตนั่นแหละ
ความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ “ควรจะเป็น” กับ “ความอยาก” ที่จะ “ให้เป็น” นั่นเองที่ทำให้ดินแดนอุดมสมบูรณ์อย่างแคชเมียร์ “อยู่ไม่สุข” มาจนกระทั่งทุกวันนี้ อยู่ไม่สุขบนความต่างศาสนา 2 ศาสนา บนดินแดนที่มีผู้คน “ทั้งสวยทั้งหล่อ” ของโลกอาศัยอยู่
60 ปี อย่างน้อย 4 สงคราม ไม่รวมเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว
การวางระเบิดที่มุมไบ ซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดจาก “ฝีมือของปากีสถานหรือไม่” แต่คนอินเดียก็ถูกชี้นำให้เห็นว่าเกิดจากขบวนการก่อการร้ายจากปากีสถาน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างบาดแผลแห่งความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะ “สมใจ” มือที่สามผู้เก่งกาจในเรื่อง “สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง” ยิ่งนัก
แม้ว่าคนแคชเมียร์จะเป็นมุสลิมกันถึง 80% แต่ก็ใช่ว่าคนแคชเมียร์อยากจะไปอยู่กับปากีสถานที่มีศาสนาเดียวกับตัวเองทั้งหมดก็หาไม่ เพราะบางส่วนก็อยากจะอยู่กับอินเดียที่ก้าวหน้าและมีความมั่นคงมากกว่า บางส่วนก็อยากได้เอกราชปกครองตัวเอง ส่วนอินเดียเมื่อ “อ้อยเข้าปากช้าง” แล้ว มีหรือช้างจะคายแคชเมียร์อันอุดมสมบูรณ์ออกจากปาก
วันนี้ทหารและตำรวจอินเดียอยู่ในแคว้นจัมมูแคชเมียร์นับแสนๆ คน ทั้งเพื่อ “ป้อง” และ “ปราม” อินเดียซึ่งเคยใกล้ชิดกับโซเวียตในอดีตก็มีปรมาณู ปากีสถานซึ่งเคยมีอเมริกันแบ็กอัพเพื่อดุลอำนาจกับอินเดียในภูมิภาคก็มีปรมาณูเช่นเดียวกัน
หลังจากที่โซเวียตบุกอัฟกานิสถานปี 2522 ปากีสถานมุสลิมเดียวกันกับปากีสถาน ปากีสถานก็เลยให้อเมริกาใช้ดินแดนของตัวเองฝึกกองกำลัง “มูจาฮีดีน” ขึ้นมาต่อต้าน “โซเวียต” ก็มูจาฮีดีนที่อเมริกาตั้งขึ้นมาต่อต้านการรุกรานของโซเวียตนี่แหละที่ลุกขึ้นมาต่อต้านอเมริกาที่ทะลึ่งไปรุกรานอัฟกานิสถานแทนโซเวียตในวันนี้
ด้วยการก่อสงครามกับประเทศต่างๆ ในโลก การเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ การเข้าไปยุแยงตะแคงรั่วตามพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเรื่องดินแดน ระหว่างศาสนากับศาสนา ระหว่างลัทธิการเมืองและชนที่แตกต่างทางด้านเผ่าพันธุ์ ทำให้หลายฝ่ายสงสัยกันว่าอเมริการับ “มรดก” เพื่อการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (โลก) หรือไม่?
ทั้งอินเดียและปากีสถาน หรือคู่ขัดแย้งอื่นๆ ในโลกต้องคิดให้หนักๆ นะครับว่า “มือที่ 3” หรือเปล่าที่ “สร้างสถานการณ์” ขึ้นเพื่อจะ “ครองโลก” ใบนี้ไปนานๆ
ผู้คนในแคชเมียร์ใช่เพียงแต่หล่อและสวยเท่านั้น แต่พวกเขายังมีอัธยาศัยใจคอดีอีกต่างหาก มันอาจจะเป็นด้วยเพราะความเป็นอิสลาม อิสลามที่วิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมยังคงอยู่ก็ได้ ส่วน “บ้านเรือ” ซึ่งเป็น “มรดกอังกฤษ” ที่ทิ้งให้ไว้ในดินแดนแห่งนี้ ก็กลายเป็นของแปลกในโลก ยิ่งมีการต้อนรับอบอุ่นแบบวิถีอิสลามดั้งเดิมผสมผสานกับการโรงแรมสมัยใหม่ก็ทำให้บ้านเรือกลายเป็นเสน่ห์ที่ทุกคนต้องไปให้ได้ ไปให้ถึง Saffron หรือหญ้าฝรั่นผลิตผลทางการเกษตรที่ทำให้สาวหน้าเด้ง อ่อนกว่าวัย (แต่ราคาแพงกว่าทองคำ) ติดอันดับโลกก็มีที่นี่ แอปเปิลห้อยเป็นพวง แบบมังคุด แบบเงาะบ้านเราก็น่าเที่ยวชม วิวก็สวยทุกฤดูกาล วิถีแห่งคนเลี้ยงแพะ คนเลี้ยงแกะตามหุบเขาสูงกว่า 2,000 เมตรก็ดูแลกตา มันกำลังหายไปกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กำลังคืบคลานมาพร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเงียบๆ ในเวลาอีกไม่นานนัก
แคชเมียร์นั้นเที่ยวได้ทั้งปีไม่ว่าหน้าไหน ฤดูหนาวฝรั่งก็ชอบไปเล่นสกี ไปยิงนกเป็ดน้ำไซบีเรียที่อพยพ “หนีร้อนมาพึ่งหนาว” กันมากมาย หน้าฝนที่ผมไปก็อุดมไปด้วยแอปเปิลหลากหลายสายพันธุ์ให้กิน เดือน ต.ค. ใบไม้สีแดงสะท้อนน้ำสวยให้ตื่นตา
งานนี้ต้องขอขอบคุณ นิสโก้ แทรเวล (025104850) สายการบินโลว์คอสต์ Indigo และบริษัท นิคอน ที่ให้ยืม D 700 มาทดลองถ่าย







