posttoday
นันทิยา ตันศรีเจริญ อนุรักษ์คือวิถีชีวิต

นันทิยา ตันศรีเจริญ อนุรักษ์คือวิถีชีวิต

23 กรกฎาคม 2553

หลายคนมักกล่าวว่า เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเพียงกระแส ที่ผ่านมาแล้วอาจจะผ่านไปในไม่ช้า เช่นเดียวกับกระแสสังคม อื่นๆ แต่สำหรับ “เป้นันทิยา ตันศรีเจริญ” เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร โรงเรียนเพลินพัฒนาแล้ว เธอบอกว่า การอนุรักษ์เป็นมากกว่ากระแส เพราะมันคือวิถีชีวิต และเราสามารถปลูกฝังและทำให้มันเติบโตได้เหมือนต้นไม้ใหญ่

“เราเองได้รับการปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเติบโตมาในครอบครัวต่างจังหวัด ที่ใช้ชีวิตพึ่งพิงธรรมชาติ รายรอบบ้านจะเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นกระชาย ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา สะเดา มะยม มะม่วง กล้วย เรียกได้ว่าทำอาหารแต่ละมื้อก็เด็ดเอาจากรอบบ้านนี่ล่ะค่ะ

สมัยนั้นกระแสการอนุรักษ์ก็ยังไม่มีหรอก แต่มองย้อนกลับไป ชีวิตแบบนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติ สอนให้เราเริ่มใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า อย่างที่บ้านมีกล้วย ยายกับก๋งจะมีเมนูจากกล้วยหลากหลายมาก ทั้งยำหัวปลี ต้มข่าไก่หัวปลี แกงคั่วกล้วยดิบ กล้วยดิบผัดกะเพรา กล้วยฉาบ กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม ถ้ากล้วยเริ่มงอมมากก็เอาไปทำกล้วยตาก หรือไม่ก็ขยำกับแป้งและน้ำตาลทำขนมกล้วย

แม้แต่เปลือกกล้วยพ่อก็เอาไปหมักทำน้ำหมักชีวภาพ เรียกได้ว่าแทบไม่มีส่วนไหนเหลือทิ้งเลย พอเราเห็นคุณค่าของธรรมชาติแบบนี้ จิตสำนึกอนุรักษ์จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะเราจะมองเห็นวงจรของธรรมชาติว่า กว่าจะมีพืชผักผลไม้ให้เรารับประทาน มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและสายลมเย็นๆ นั้น ดิน น้ำ ป่าเขา เราต้องอุดมสมบูรณ์ ฝนต้องตกตามฤดูกาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ มนุษย์เราต้องช่วยกันดูแล ไม่ไปเบียดเบียนหรือตักตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติมากเกินไป เพราะถ้าธรรมชาติขาดความสมดุลเมื่อไร มนุษย์เรานี่ล่ะที่จะเดือดร้อน จะอยู่จะกินกันอย่างไร”

นันทิยา บอกว่า เวลาพูดถึงเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ เราจะมองเรื่องใกล้ตัวก่อน อย่างการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า การพกถุงผ้าติดกระเป๋าไว้เผื่อใส่ของที่ซื้อ การนำถุงพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ ใบเสร็จ สลิปที่ได้เวลาซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ต และปฏิทินปีเก่าๆ เราก็เอามาตัดทำกระดาษโน้ต การเก็บขวดซอส ขวดน้ำปลา และขวดนมมาล้างชั่งกิโลขายเพื่อให้เขาเอาไปรีไซเคิลต่อ

สิ่งเหล่านี้คือการอนุรักษ์ธรรมชาติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่เราซึมซับมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน ซึ่งทุกวันนี้ที่บ้านก็ยังทำกันอยู่ อีกเรื่องคือการไม่ทำลายธรรมชาติ เราชอบเที่ยวป่าเขา ทะเล และน้ำตก เวลาไปเที่ยวที่บ้านก็จะสอนว่าอย่าทิ้งขยะนะ อย่าเด็ดดอกไม้ ดึงใบไม้ หรือถอนต้นไม้นะ จำไม่ได้หรอกว่าที่บ้านให้เหตุผลอะไร แล้วทำไมเราถึงเชื่อฟัง รู้ตัวอีกทีสิ่งเหล่านี้มันก็กลายเป็นนิสัยติดตัวเรามาจนทุกวันนี้แล้ว

ปัจจุบันนันทิยาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรของโรงเรียนเพลินพัฒนา และเธอบอกว่าดีใจที่องค์กรของเธอให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ และที่สำคัญคือการปลูกฝังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

นันทิยา บอกว่า ที่โรงเรียนก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมาก โดยจะมีการสอดแทรกลงในบทเรียนวิชาต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติให้กับเด็กๆ ครูจะจัดกิจกรรมที่พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เขาได้ศึกษาจากของจริง อย่างเช่นพาเด็กชั้นประถมไปดูระบบนิเวศป่าชายเลน เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยป่าชายเลนเป็นแหล่งทำกิน และร่วมกันปลูกป่าชายเลน

หรือพาเด็กมัธยมไปดูโรงพักขยะของ กทม. ให้เขาได้เห็นขยะจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าควรใช้ให้น้อยลงหรือใช้ให้คุ้มค่ามากขึ้น มีการพาเด็กๆ ไปใช้ชีวิตที่ชุมชนวัดสวนแก้ว ซึ่งเป็นชุมชนที่เลี้ยงตัวเองจากการนำขยะกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลเพื่อจำหน่าย กระบวนการเหล่านี้จะทำให้เด็กๆ มองเห็นคุณค่าของข้าวของเครื่องใช้ชีวิตประจำวัน รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และไม่สร้างขยะโดยไม่จำเป็น

ไม่เพียงแค่ปลูกฝังนิสัยรักษ์โลกให้กับเด็กๆ เท่านั้น แต่นันทิยายังทำให้โรงเรียนขยายแนวคิดนี้ไปถึงผู้ปกครองด้วย อย่างปีที่แล้วโรงเรียนก็จัดโครงการ “รักโลก...ให้โลกรัก” เป็นโครงการที่ทำร่วมกับผู้ปกครองในโรงเรียน เธอจะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และประสานกับผู้ปกครองและคนในโรงเรียน รณรงค์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะ เพื่อความสะดวกในการนำไปจัดการอย่างเหมาะสมตามประเภทของขยะ โดยการเพิ่มถังขยะตามประเภทของขยะ การจัดตั้งโรงคัดแยกขยะไว้ด้านหลังโรงเรียน เพื่อรับขยะประเภทต่างๆ ที่รีไซเคิลได้และทำความสะอาดมาแล้ว เช่น กล่องนม ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระดาษ แล้วนำไปขายให้โรงงานรีไซเคิลต่อไป

นอกจากนั้น ยังชักชวนให้ทุกคนหันมาใช้ภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำแทนถุงพลาสติก เช่น ปิ่นโต กล่องใส่อาหาร กระติกหรือกระบอกน้ำ เพื่อลดการสร้างขยะ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือค่อนข้างมาก แม้แต่ผู้ใหญ่ที่เคยชินกับการใช้ถุงพลาสติกก็เริ่มหันมาหิ้วตะกร้า หิ้วปิ่นโต ส่วนหนึ่งคงเพราะทุกคนอยากทำเป็นแบบอย่างให้เด็กๆ เห็น แทนที่จะบอกเขาอย่างเดียว ผู้ใหญ่อย่างเราต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน แล้วเด็กเขาจะซึมซับได้เอง

นันทิยา สรุปทิ้งท้ายว่า ถ้าเรารู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เราก็จะไม่ต้องไปเบียดแย่งชิงทรัพยากรจากธรรมชาติมากเกินจำเป็น และเราสามารถทำให้การอนุรักษ์เป็นมากกว่ากระแส เพียงเราใส่ใจและตั้งใจทำให้มันเป็นนิสัยของเราเอง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน