
โลก 360 องศา ตอน สังคมพม่ากับยุคที่การสื่อสารไร้พรหมแดน
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ สถานการณ์ในประเทศพม่าดูผ่อนคลายมากขึ้น แต่สถานการณ์ในมุมอื่นๆ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ สถานการณ์ในประเทศพม่าดูผ่อนคลายมากขึ้น แต่สถานการณ์ในมุมอื่นๆ
โดย..ทีมงานโลก 360 องศา
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ สถานการณ์ในประเทศพม่าดูผ่อนคลายมากขึ้น แต่สถานการณ์ในมุมอื่นๆ ของโลกก็กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างกรณีการประท้วงในโลกอาหรับ ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อยุติและมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อต่อไป ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ลุกลาม คือ สื่อบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศพม่าแล้วมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า สื่ออินเทอร์เน็ตจะสามารถเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ได้หรือไม่
ที่ผ่านมาช่องทางในการสื่อสารประกอบด้วยสื่อที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ และสื่อโทรทัศน์ ซึ่งสื่อที่ว่านี้เป็นการสื่อสารเพียงด้านเดียวเท่านั้น กล่าวคือ ทำหน้าที่ในการส่งสารเพียงอย่างเดียว ผู้รับสารไม่สามารถส่งสารกลับไปได้ ดังนั้นที่ผ่านมา จึงมีการนำสื่อทั้งสามสิ่งนี้ไปใช้ในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปเป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวสารเพื่อกำหนดแนวความคิดและชี้นำผู้คนในประเทศ แต่ในปัจจุบันเมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสาร เพราะอินเทอร์เน็ต คือ สื่อที่สามารถเป็นได้ทั้งผู้ส่งสารและรับสารในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เองอินเทอร์เน็ตจึงกลายมาเป็นสื่อที่มีเสรีภาพและในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคม เพราะข่าวสารที่ถูกแพร่กระจายผ่านอินเทอร์เน็ตปราศจากการคัดกรอง สามารถเผยแพร่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของโปรแกรมเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ สองโปรแกรมสังคมสื่อสารบนโลกอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหลายล้านคน ซึ่งจุดเด่นของโปรแกรมที่ว่านี้ คือ ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลกโดยการสมัครสมาชิก นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถอัพโหลดข้อความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ และที่สำคัญยังสามารถแบ่งปันและส่งต่อให้กับเพื่อนสมาชิกได้โดยง่าย ซึ่งในกรณีของการประท้วงในโลกอาหรับ สองโปรแกรมนี้มีส่วนสำคัญในการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสาร อันเนื่องมาจากสื่ออื่นๆ ถูกสกัดกั้นการเผยแพร่โดยรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจสกัดกั้นข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ จนทำให้สถานการณ์บานปลายจนกลายมาเป็นความรุนแรงอย่างที่เราเห็นตามข่าวต่างๆ
ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในโลกอาหรับจะยังไม่ลุกลามไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ก็มีหลายประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อยอันเนื่องมาจากปัญหาภายในประเทศ ซึ่งพม่าก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีโอกาสและความเป็นไปได้ เพราะในอดีตพม่าเคยเกิดเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1988 ตรงกับสมัยของนายพลเนวิน และในครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2007 ซึ่งการประท้วงทั้งสองครั้งนั้นมีระยะเวลาห่างกันถึง 19 ปี มีทั้งวาระที่เหมือนและแตกต่างกัน วาระที่เหมือนกัน คือ เกิดจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ ส่วนวาระที่ต่างกัน คือ การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 ภาพข่าวและเนื้อหาของการประท้วงถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชนเป็นวงกว้างมากกว่าการประท้วงครั้งแรก อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีบนอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต ในประเทศพม่าถูกจำกัดให้ใช้ได้ในความเร็วต่ำ และรัฐบาลได้เข้ามาควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาอย่างเข้มงวด นอกจากนี้การใช้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในพม่า ผู้ใช้ยังต้องถูกบันทึกใบหน้าและข้อมูลการใช้งาน ซึ่งเจ้าของกิจการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะต้องส่งข้อมูลนี้ให้แก่รัฐบาลทุกเดือน แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีเหตุการณ์ประท้วงในปี ค.ศ. 2007 ภาพเหตุการณ์และการประท้วงกลับถูกนำออกเผยแพร่สู่โลกภายนอก ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในพม่า สามารถเจาะระบบและทำการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว
สะท้อนให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลพม่ายังต้องพัฒนาอีกมาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ในเมื่อพม่ายังมีจุดอ่อนในเรื่องนี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในโลกอาหรับจะมีโอกาสหลุดเข้าไปและสร้างแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลพม่า ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์อุกฤษณ์ ปัทมานันท์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เพราะมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในโลกอาหรับมีจำนวนคนชั้นกลางสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับการศึกษาและประเทศเหล่านั้นก็มีปัญหาเศรษฐกิจสูงมาก จึงเป็นที่มาที่สังคมออนไลน์มีส่วนในการกระตุ้นให้คนที่มีการศึกษาออกมาประท้วงรัฐบาล ต่างจากกรณีในพม่าซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่มีบทบาทต่อรัฐบาล คือ ภาคธุรกิจ ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนสงสัยกันว่า แท้จริงแล้วชาวพม่าพอใจกับการเมืองที่เป็นอยู่ หรือจริงๆ แล้วต้องการให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในพม่า ในเรื่องนี้ อาจารย์อุกฤษณ์ มีความเห็นว่า สังคมพม่าแบ่งออกเป็นสองระดับ คือ ระดับชนชั้นนำและระดับประชาชน ซึ่งในระดับชนชั้นนำนั้น ก็หมายถึงผู้ที่อยู่ในระบบบริหารประเทศมาตั้งแต่ยุคสิ้นสุดอาณานิคม ส่วนใหญ่แล้วต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่งและเห็นความสำคัญของการเปิดกว้างทางการเมือง แต่การเปิดกว้างนี้ก็เป็นการลดทอนอำนาจของตัวเอง ดังนั้นจึงมีกลไกต่างๆ ขึ้นมารองรับ เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ก็คือ พรรคการเมืองหลายๆ พรรคจัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาล ส่วนในระดับประชาชน อาจารย์อุกฤษณ์ มองว่าประชาธิปไตย คือ สิ่งที่พวกเขาต้องการ เพราะที่ผ่านมากลไกทางการเมืองแบบในอดีตไม่สอดรับกับความต้องการของพวกเขา อย่างล่าสุดกรณีของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ประชาชนส่วนใหญ่ก็รับรู้ว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาจะได้ประโยชน์ เพราะเป็นการบูรณาการทางเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนระดับล่างนั่นเอง
สถานการณ์ในพม่าวันนี้ อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังดูขัดแย้งอยู่บ้าง แต่เราก็เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือ สิ่งที่พม่าเลือกและยอมรับถึงสิ่งที่จะตามมาภายหลัง อนาคตของประเทศนี้เรายังต้องตามต่อไปอีกว่า เมื่อพม่าเสนอตัวเป็นประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ในปี 2014 ที่จะถึงนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้างในประเทศพม่า







