
อรัญประเทศไม่ใช่มีแค่โรงเกลือ
เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์
เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์
เมื่อต้นฝนใหม่ๆ ไปเที่ยวปราจีนบุรีสนุกกับฉ่ำฝนช่ำของกินมาแล้วพอ กลับกรุงเทพฯ ก็ตั้งวงคุยกันเองในทีม ไม่คุยเปล่า จองคิวเที่ยวล่วงหน้าเลยว่าครั้งหน้าต้องไปให้ถึงสระแก้ว แล้วต่อไปอรัญประเทศเสาะหาที่กินที่อยู่ใหม่ๆ แล้วมีการช็อปปิ้งเล็กๆ ที่โรงเกลือเป็นของแถม
และไปมาเมื่อสิ้นเดือน มิ.ย.นี้เองครับ คราวนี้เที่ยวเต็มที่ 4 วันเต็ม เริ่มต้นออกวันเสาร์บ่ายๆ ก็เหมือนเดิมไปย้ำที่กินที่อยู่ที่ปราจีนบุรีก่อน เข้าที่พักที่บ้านไม้ชายคลองรีสอร์ทก่อนแล้วก็ออกไปวนดูเมืองปราจีน กะว่าจะกินข้าวต้มกระเพาะหมูนายตือเป็นของกินเรียกน้ำย่อย ปรากฏว่าจะแตะ 5 โมงเย็นแล้วท่านยังไม่ขาย เพิ่งจะกรอกพริกน้ำส้มใส่ถุงพลาสติก วนไปวนมาเจอก๋วยเตี๋ยวปากหม้อแบบมหาสารคาม ก็เลยเอานี่แหละ อร่อยใช้ได้ แต่กินแล้วลืมถามว่าที่กินกันตอนนั้นอยู่หนตำบลใด
เสร็จแล้วมากินที่ร้านมังกรทองต่อ สั่งเหมือนที่เคยกินเมื่อครั้งก่อน มีปลาเนื้ออ่อนฉู่ฉี่ปลาซิวทอดกรอบ ต้มยำปลาม้า แล้วผัดผัก รสชาติอร่อยทำเสมอต้นเสมอปลายเหมือนถ่ายเอกสารไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปนอน เช้านั่งกินกาแฟชมคลองชมไม้เสร็จ มาต่ออาหารเช้าแบบเบาๆ ในตัวตลาด เป็นข้าวมันไก่ครับ ซึ่งอยู่ตรงห้องแถวหน้าเขื่อนริมแม่น้ำปราจีน มีทั้งหมด 3 ร้านติดกัน แต่ก็แปลกที่คนแน่นอยู่ร้านเดียว ไก่กับหมูแดงพอไหวแต่น้ำจิ้มติด F คือสอบตก
วิ่งออกนอกเมืองไป ผมชอบสวนผลไม้ของปราจีนบุรีที่เป็นสวนผสมปนเป ถ้าเรียกสมัยใหม่ก็ว่าเป็นไร่นาสวนผสม มีกล้วย มีหมาก มะพร้าว ทุเรียน เงาะ มะม่วง ไผ่ กระท้อน ซึ่งผมว่าดีกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะการปลูกสวนผสมนั้นเป็นรายได้ที่ยืนยาว หน้านี้อันนั้นออก อีกหน้าอันโน้นออก แล้วระบบนิเวศน์นั้นพืชทุกอย่างจะเกื้อกูลกันเป็นปุ๋ยเป็นยาตามธรรมชาติ คนสมัยก่อนเขารู้ละเอียดลออสำหรับเรื่องนี้ครับ
เมื่อผ่านเส้นทางที่จะไปสระแก้วบางช่วงเป็นเนินสูงต่ำกว้างไกลมีฉากลิบๆ เป็นภูเขาสวยครับ ผมผ่านสระแก้วเข้าไปที่อรัญฯ วิ่งงงๆ อยู่ในตัวเมืองอรัญฯ ซึ่งสวยดีมีห้องแถวไม้ที่มีระเบียงเป็นลูกกรงไม้เยอะดูขลัง เพราะเป็นสิ่งที่บอกอดีตบ่งถึงความเก่าแก่ของเมือง แต่เห็นตัวเมืองแล้วยังไม่รู้ว่าจะอยู่จะกินที่ไหน เผอิญมีคนอรัญฯ แนะนำว่าถ้าจะกินนั้นต้องกินอาหารญวนหรืออาหารเวียดนาม ส่วนที่อยู่นั้นให้ไปพักที่อังกอร์รีสอร์ทอยู่กึ่งกลางระหว่างอรัญฯ กับโรงเกลือ
ก็จริงครับทั้งเมืองมีแต่เจ๊โน่นเจ๊นี่ขายอาหารเวียดนาม ถ้าให้เลือกเองก็คงไม่รู้จะกินร้านไหน เผอิญคนอรัญฯ บอกว่า เจ๊ตำ คนกินเยอะอาจจะอึดอัด ถ้าอยากกินแบบสบายๆ ก็ไปร้านเจ๊เยิง ผมเลือกไปกินร้านเจ๊เยิง ร้านโล่งโปร่งดูครัวสะอาดสะอ้าน สั่งแหนมเนือง ขนมเบื้องญวน เปาะเปี๊ยะทอดและเปาะเปี๊ยะสด ปากหม้อญวน อร่อยใช้ได้ เสียอยู่อย่างเดียวมีน้ำจิ้มแบบเดียว เรียกว่าน้ำจิ้มเหมาเข่ง ใช้อย่างเดียวจิ้มทุกอย่าง แถมรสไม่ถึงใจ
กินเสร็จก็วิ่งไปโรงเกลือ ระหว่างทางเช็กอินที่อังกอร์รีสอร์ทซึ่งอยู่ริมทาง แล้วไปโรงเกลือ ไปที่ท้ายสุดของโรงเกลือที่เรียกว่า ร้านค้าเบญจวรรณ ซึ่งจะขายเฉพาะเสื้อผ้ากับรองเท้า ผมเดินเรื่อยเปื่อย มีหลายร้านที่เอาเสื้อผ้าโรงงานมาขาย ไม่รู้ของแท้หรือของปลอม แต่ดูฝีมือตัดเย็บแล้วใช้ได้ ที่ดีคือราคาถูก
เย็นนั้นก็ไปกินข้าวเย็นที่ร้านระเบียงสวนหรือบ้านครูผิวอยู่นอกเมืองอรัญฯ ไปนิดเดียวอร่อยดีครับ เสร็จสรรพกลับมานอนที่รีสอร์ตที่เช็กอินไว้ ที่นี่ตกแต่งด้วยศิลปะเขมร เพราะเจ้าของเป็นพ่อค้าศิลปะเขมรเลียนแบบเก่าอยู่ที่จตุจักร พูดถึงฝีมือแล้วก็พอประมาณ ผมเคยเห็นดีกว่านี่ แต่สำหรับตัวห้องพักดีครับ ใช้คนเป็นมวยออกแบบตกแต่ง อีกอย่างราคาไม่แพง
เช้าวิ่งเข้าตัวเมืองอรัญฯ ไปกินข้าวต้มญวน อันนี้ตั้งใจแน่วแน่เลย ไปเห็นแผงเปล่าตั้งแต่ตอนเย็นแล้วอยู่ที่ถนนบูรพาภิรมย์และอยู่ตรงปากซอยร่วมจิตต์ ชื่อร้านเจ๊ยึก ตอนผมไปถึงนั้นก็เกือบ 9 โมงเช้าแล้ว แต่ก็ยังมีขายอยู่ ข้าวต้มมี 3 อย่าง มีข้าวต้มเลือดหมูซึ่งใส่เลือดในข้าวต้มเลย พร้อมกับมีเลือดหมูก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้วย ฉะนั้นตัวข้าวต้มจึงออกสีคล้ำแบบสีเลือด พอสั่งก็จะมีหมูต้มฉีกใส่โรยหน้ามาด้วย อีกอย่างเป็นข้าวต้มไก่ และสุดท้ายเป็นข้าวต้มปลาช่อน หรือบั้นจั่น หรือญวนสามเสน เรียกว่าปลากิมญวน ไม่ใช้ข้าวครับ จะเป็นเส้นแป้งยาวนิดหน่อย น้ำจะข้นนิดหนึ่งเพราะสายแล้วเส้นแป้งจะข้นขึ้น มีเนื้อปลาช่อนเป็นชิ้นๆ โรยด้วยผักและหอมเจียวอร่อยมาก พวงเครื่องปรุงก็มีหอมเจียวกับพริกแห้ง ถั่วงอกและน้ำปลา ผมไม่ต้องใส่เครื่องปรุงเลย ร้านนี้ถ้าใครผ่านไปทางอรัญฯ และต้องกินอาหารเช้าในตอนเช้า ผมแนะนำร้านนี้ครับ
กินเสร็จคุยกันกับคนขาย ที่ผมสงสัยว่าทำไมคนญวนถึงเยอะแยะที่อรัญฯ ก็ได้รู้ว่า ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาจากพระตะบอง สมัยก่อนคนญวนอยู่ที่นั่นมาก ซึ่งคนขายข้าวต้มนั้นบอกว่า ครั้งแรกที่มานั้นมี ตา ยาย กับพ่อ แม่ ส่วนเธอนั้นเกิดในเมืองไทย ซึ่งนานมากกว่าจะได้สัญชาติไทย นโยบายรัฐบาลสมัยก่อนๆ นั้นกีดกันการเป็นอยู่ของชาวญวนมาก ไปไหนก็ไม่ได้ ทำมาหากินก็ลำบาก มีหลายครอบครัวย้ายกลับไปที่พระตะบองที่เป็นของเขมรแล้ว มารุ่นหลังๆ หรือรุ่นที่ 3 นี่แหละที่เป็นคนไทยเต็มตัวมีสิทธิเสรีเหมือนคนไทย
ผมก็ถึงบางอ้อเพราะประวัติศาสตร์ก็มีอยู่โต้งๆ ว่า พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภน เป็นของไทยมาก่อน แต่พอมีปัญหาพิพาทดินแดนไทยกับฝรั่งเศส เจ้าฝรั่งเศสนักเลงโตมายึดจันทบุรี ไทยต้องการเอาจันทบุรีไว้ แต่ต้องปล่อย 3 จังหวัดนั้นให้ฝรั่งเศสไป เจ้าฝรั่งเศสนักเลงโตนั้นเคยที่จะมาอาละวาดถึงกรุงเทพฯ เอาเรือรบวิ่งผ่าปากน้ำเข้ามา ดีว่าไทยเรายิงปืนถล่มตรงป้อมพระจุลฯ มันถึงเข้าไม่ได้ มีหลายเรื่องที่น่าเจ็บใจครับ แต่ทั้งหมดของการแก้ปัญหานั้นมาจากพระปรีชาของรัชกาลที่ 5 แท้ๆ ถ้าไม่ได้พระองค์ท่านก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเหมือนกัน ผมว่าคนไทยควรที่จะจำเรื่องฝรั่งเศสทำกับไทยไว้ให้แม่นๆ และจำให้ลึก ทีเรา
จำเรื่องพม่ายังจำได้ไม่ลืม ฝรั่งเศสมันแสบสันกว่าพม่าหลายเท่าครับ
แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเห็นใจและเข้าใจในคนเวียดนามมาก เป็นนักต่อสู้ตั้งแต่เกิด เรียกว่าลืมตาตอนเกิดขึ้นมาก็ต้องเจอสงครามระเห็จระเหินไปทั่ว อยู่ในลาวก็เยอะ ญวนทางอีสานเหนือของไทยก็มาเพราะสงคราม มาอยู่ทางพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภน อยู่ดีๆ พอไทยกับฝรั่งเศสพิพาท ก็ต้องถูกกวาดมาอีก แต่ก็เป็นประเพณีโบราณครับ การตั้งเมืองสำคัญๆ ต้องหาคนมาอยู่ ที่มีคำเรียกว่า เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง อรัญประเทศชื่อก็บอกโต้งๆ ว่าเมืองป่า ดั้งเดิมก็มีแค่พวกย้อที่เคยอยู่ที่ลาว นั่นก็ถูกกวาดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้วต่อมาก็มีพวกญวนนี่แหละที่ถูกพามาสมทบ หมู่ชาวอีสานบ้านข่อยน่ะมาแบบเถิดเทิงสบายๆ สมัยหลังทั้งนั้น
นี่ก็เป็นที่อรัญประเทศแค่เริ่มต้นทัวร์เท่านั้น หมดเนื้อที่เสียก่อน ต้องต่อครั้งหน้าครับ







