อุซเบกิสถาน : รอยยิ้มของคนฟันทอง
ผมเคยผ่านด่านชายแดนอุซเบกิสถานด้วยความยากลำบากหลังจากกลับมาจากอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน
ผมเคยผ่านด่านชายแดนอุซเบกิสถานด้วยความยากลำบากหลังจากกลับมาจากอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน
โดย..จำลอง บุญสอง
ผมเคยผ่านด่านชายแดนอุซเบกิสถานด้วยความยากลำบากหลังจากกลับมาจากอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน ที่ว่ายากลำบากก็เพราะด่านที่นั่นตรวจยิบตรวจยับ ทุกคนต้องแจ้งบันทึกเอาไว้ที่ด่านก่อนว่า แต่ละคนมีสตางค์กันกี่สกุล กี่เฟื้อง กี่สลึง ต้องบันทึกให้หมดแบบเดียวกับคอมมิวนิสต์ยุค 3040 ปีก่อนโน้น ดีที่ว่า “ผู้นำพา” “เส้นใหญ่” เข้าไปพูดกับเจ้าหน้าที่ว่าพวกเราก็ “เส้นใหญ่” ไปจากเมืองไทย เราจึงผ่านออกมาด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าการผ่านเข้าประเทศแบบนี้จะยังหลงเหลืออยู่ในโลก แต่ผมก็ไม่ได้โทษพวกเขาหรอกครับเพราะรู้ดีว่าประเทศคอมมิวนิสต์ที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตและกำลังถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงเพราะเป็นประเทศในภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญคือระหว่างคอมมิวนิสต์ใหญ่กับโลกเสรีนั้นเป็นการอยู่ระหว่าง “เขาควาย” ซึ่งอันตรายเพียงใดต่อชาติและประชาชน ถ้าการจัดการปกครองโดยไม่ระมัดระวัง วางตัวให้เป็น “อิสระ” ต่ออำนาจของทั้งคู่แล้ว คงต้องสุ่มเสี่ยงกับการแทรกแซงแน่
คนอุซเบกิสถานรู้จักเมืองไทยมานานเพราะเป็นเมืองนักมวย คนอุซเบกชอบหนัง “องค์บาก” ของเสี่ยเจียง เพราะสอดคล้องกับความเป็นนักสู้ของชนชาติเขา อาจจะเป็นเรื่องนี้ด้วยก็ได้ที่ทำให้พวกเราผ่านด่านมาได้ไม่ยาก โดนตรวจทีแรก ผมนึกในใจว่า ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่กลับมาเยือนประเทศนี้อีกเพราะเข้าออกลำบากเหลือเกิน แต่หลังจากไปเที่ยวมัสยิดสีน้ำเงินแห่งหนึ่ง (มัสยิดแถบเอเชียกลางจะเป็นสีน้ำเงินแทบทั้งนั้น) เที่ยวตลาดที่มีแต่คนฟันทองอัธยาศัยใจดีคุยสนุก (ด้วยภาษามือ ภาษากาย) เต็มตลาด ผมก็คิดในใจว่า ผมคงเข้าใจผิดต่อประเทศนี้เสียแล้ว...
ไม่นาน กงสุลใหญ่ของอุซเบกิสถานในประเทศไทย คุณซาอิดราฮิม เอส อิครามอฟ ให้บริษัท โกลบอล ฮอลิเดย์ ผู้ซึ่งทำทัวร์ประเทศนั้น มาเชิญนักข่าวไปเยือนอุซเบกิสถานเพื่อช่วยโปรโมตประเทศ คุณซาอิดราฮิมคงเชื่อว่าประเทศไทยต้องมีของดีจึงมีคนมาเที่ยวมาก ส่วนหนึ่งที่มีคนต่างชาติท่องเที่ยวมากๆ ก็เพราะการประชาสัมพันธ์นั่นเอง ประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็คือเอาคนในชาติที่ต้องการให้เขามาเที่ยวนั่นแหละมาประชาสัมพันธ์ มาพูดแทนให้ การที่ไทยมีลูกค้าที่ช่วยเติมตัวเลขให้ทางการท่องเที่ยวไทยไม่น้อยก็คือคนอุซเบกิสถาน ไม่ว่าจะมาในรูปของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวทะเลที่สวยงามของไทย (เพราะบ้านเขาเป็นแลนด์ล็อกคือไม่มีทางออกทางทะเล ค่าเงินของทั้งสองประเทศก็ไม่ต่างกันมากมายนักพอเที่ยวได้) จะมาหางานหรือจะถูกหลอกมาก็ตาม อุซเบก็มี “ของดี” ทางประวัติศาสตร์มากมาย แต่ด้วยเพราะการเป็น “ประเทศปิด” ที่เพิ่ง “เปิด” มรรควิธีในการส่งเสริมการค้า การประชาสัมพันธ์อย่างแยบยล ก็อาจจะไม่คล่องแคล่วเท่าประเทศโลกเสรีที่สั่งสมความเก๋ามานานอย่างบริษัทฝรั่งหรือบริษัทไทยเก๋าๆทั้งหลาย
อุซเบกิสถานมีมาก่อนเจงกิสข่านมานาน (มีมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนยุคเส้นทางสายไหม “เจงกิสข่าน” จากมองโกลเป็น “กษัตริย์ที่ยิ่งกว่ากษัตริย์” “ตัวจริง” เพราะปราบเรียบทั้งเอเชียและยุโรป ระยะหลังติมูร์สามัญชนที่อ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากเจงกิสข่านก็ได้สร้างจักรวรรดิของเขาจนโด่งดัง จะด้วยความโหดหรือไม่โหดก็แล้วแต่จะคิด (กษัตริย์หรือประเทศใดๆ ที่ไปรุกรานประเทศอื่นจักรวรรดินิยมโหด เลว ดีทั้งนั้นแหละครับ) ก็ลูกหลานของติมูร์นั่นแหละที่มาตีอินเดียแตกและครอบครองอินเดียในเวลาต่อมา
แต่แม้กษัตริย์ในอดีตจะเก่งกล้าอย่างไรก็ตาม แต่หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดทุนนิยมขึ้นในโลกแล้ว การปกครองถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยแท้หรือคอมมิวนิสต์แล้ว ยังไงก็อ่อนแอท้ายสุดก็ต้องเข้าไปอยู่ภายใต้อุ้งมือของมหาอำนาจอเมริกาหรือรัสเซียด้วยกันทั้งนั้น อุซเบกิสถานอยู่ใกล้รัสเซียก็เลยตกอยู่ภายใต้ “อุ้งตีนหมี” “รัสเซีย” ในยุคแรกของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ รัสเซียฮุบอุซเบกิสถานไปด้วยแสนยานุภาพที่สั่งสมมา โดยแบ่งโซนให้แผ่นดินอุซเบกิสถานซึ่งเป็นทะเลทรายถึง 70% (แต่มีแม่น้ำอามูดารยาและซีร์ดารยา คอยหล่อเลี้ยงเกษตรกรรม อุตสาหกรรมของประเทศ) เป็นเมืองอุตสาหกรรมแบ็กอัพสหพันธรัฐรัสเซีย รวมทั้งใช้อุซเบกิสถานเป็น “ฐาน” หรือเส้นทางผ่านเข้าไปรุกรานอัฟกานิสถานจนถูกคนอัฟกันร่วมมือกับ “ซีไอเอ” ของอเมริกา ตลบหลังบดขยี้จนพ่ายแพ้ไปอย่างบอบช้ำ (แต่ตาลีบันที่ต่อสู้กับรัสเซียก็โดนอเมริกาหักเอาด้วยการใช้ “กองกำลังฝ่ายเหนือ” ที่ไม่ถูกกับตาลีบัน “โค่น” เข้ามาถือครอง “อำนาจรัฐ” ภายใต้การชี้นำทางการเมืองจากอเมริกามาจนวันนี้)
อุซเบกิสถานเพิ่งได้รับเอกราชจากรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้หลังจากรัสเซียใช้นโยบายเปเรสตรอยกาและกลาสนอส (คล้ายๆ กับหลักการของนโยบาย 66/23) ของบ้านเรา มาใช้ในการแก้ไขปัญหาความเป็นคอมมิวนิสต์ไร้เดียงสาของตน
การให้เสรีภาพแก่ประชาชนที่มากขึ้นนั่นเองที่ไป “ปลดปล่อย” ประเทศบริวารทั้งหลายให้หลุดออกจากอ้อมอกของโซเวียต และทำให้คนโซเวียตมีเสรีภาพมากขึ้น เสรีภาพที่มากขึ้นของประชาชนนั่นแหละคือ Mass Product ที่คืนกลับให้กับชาติที่ให้เสรีภาพต่อประชาชนชาตินั้น ไม่เชื่อไปดูที่จีนก็ได้ในรัสเซียก็ได้ว่าประเทศเหล่านั้นดีขึ้นต่างจากคอมมิวนิสต์ยุคแรกๆ อย่างไร นี่เป็นความลับที่ผมแอบมาบอกท่านผู้อ่านและผู้ปกครองไทยนะครับ แต่เสรีภาพที่ให้กับประชาชนที่ว่าต้องอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยแท้ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เผด็จการแบบไทยที่อำนาจอธิปไตยตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย (นายทุนและชนชั้นสูง) ต่อให้ทำให้ตายก็ทำไม่ได้
โบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับติมูร์นั่นแหละครับเป็นจุดขายของอุซเบกิสถาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับติมูร์เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับอิสลามทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย ผมอยากจะเรียนต่อท่านผู้อ่านว่าเพราะความเป็นจักรวรรดิที่อยู่กึ่งกลางของเอเชียนั่นเองที่ทำให้อุซเบกิสถานเป็นอะคาเดมีของศาสนาอิสลามมาแต่ในอดีตแบบเดียวกับปากีสถานที่เป็นอะคาเดมีของพุทธที่เราเรียกกันว่าตักศิลานั่นเอง
ผมไปดูพิพิธภัณฑ์อิสลามที่มีอยู่ในมาเลเซีย (ขอบคุณการท่องเที่ยวมาเลเซีย) มาไม่นานนี้ พิพิธภัณฑ์เอกชนที่ว่า เอาของโบราณในยุคอิสลามรุ่งเรืองจากอุซเบกิสถานไปโชว์มากมายจริงๆ การที่มาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถประยุกต์ศาสนาอิสลามเข้ากับการปกครองแบบประชาธิปไตยได้สุดยอดประเทศหนึ่งยอมรับความเป็นหนึ่งของอิสลามอุซเบกิสถานในอดีตก็ถือได้ว่า อุซเบกิสถานในอดีตนั้นสุดยอดจริงๆ
การที่อิสลามแพ้ตะวันตกในภายหลังก็เพราะวิทยาการของอิสลามตกไปอยู่กับชาติตะวันตก ที่ตกไปอยู่กับชาติตะวันตกก็เพราะส่งคนของตนไปปกครองตะวันตกนั่นเอง วิทยาการเหล่านั้นนั่นแหละที่ถูกนำไป “ต่อยอด” ให้นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกคิดค้นต่อไปจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาทุนนิยมผูกขาดด้วย การปฏิวัติประชาธิปไตยและการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ตามมาในภายหลัง จนวันนี้โลกทั้งโลกแบ่งการปกครองภายใต้ 2 ลัทธิใหญ่ 2 ลัทธิคือ 1.ปกครองด้วยลัทธินายทุน (ประชาธิปไตย) กับ2.ปกครองด้วยลัทธิกรรมกร (คอมมิวนิสต์) ส่วนประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการ (แบบไทย) ก็ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธพลของจักรวรรดิภายใต้ลัทธินายทุนนั่นเอง
ผมเรียนต่อท่านผู้อ่านก่อนว่าถ้าท่านไปเยือนประเทศไหน สิ่งแรกที่ท่านต้องทำความเข้าใจนอกจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ แล้วก็คือต้องเข้าใจว่าประเทศนั้นๆ ปกครองด้วยระบอบอะไร ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจใด ฝ่ายค้านเป็นพวกไหนมีมหาอำนาจใดสนับสนุนอยู่ ถ้าเราไม่เข้าใจปัญหาพื้นฐานเหล่านี้เสียแล้ว จะไปเที่ยวอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจประเทศนั้นๆ ได้ลึกซึ้งอะไรหรอกครับ ไปแล้วก็เปล่าประโยชน์ไปเปล่าๆ ไม่ได้เจริญทางด้านวุฒิภาวะอะไรเลย การเดินทางไปหาข้อมูลของผมแต่ละครั้งอาจจะไม่ได้ลงไปในรายละเอียดเท่าใด เพราะบางทีเรื่องเล่าก็ไม่ใช่เป็นจริง ขืนผมเอาเรื่องที่ยังไม่ได้พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์มาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านผมก็ทำไม่ถูกเท่าไหร่ แต่บางครั้งผมก็อาจจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบ้างเพื่อให้ดูมีรสชาติก็อ่านๆ ฟังๆ กันไปพอสนุกๆ นะครับแต่การอ่านการฟังใดๆ ก็ดูเหตุผลประกอบกันไปด้วยนะครับ นักข่าวนักเขียนบางทีก็รู้ไม่จริง ฟังเขาเล่ามาเหมือนกัน
วันก่อนเพิ่งไปฟังเรื่องกรุงเทพฯ ต้องเตรียมการรับมือกับแผ่นดินไหวเอาไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร เพราะหลังจากที่น้ำแข็งตามขั้วโลกละลายลงมาเพราะมีการปล่อยก๊าซอุตสาหกรรม เกษตรกรรมของมนุษย์จนเกิดแผ่นดินไหวถี่มากขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าแล้ว ทำให้ผมนึกถึงอุซเบกิสถานในยุคคอมมิวนิสต์ครองเมืองที่เคยถูกแผ่นดินไหวถล่ม หลังจากแผ่นดินไหวถล่มแล้วคอมมิวนิสต์ด้วยกันก็ส่งคนมาช่วยฟื้นฟู ดังนั้นผู้คนในอุซเบกิสถานจึงมีหน้าตาที่หลากหลายเผ่าพันธุ์นอกจากจะได้มาจากการระดมคนมาช่วยฟื้นฟูอุซเบกิสถานเมื่อปี 2509 แล้ว ยังได้มาจากยุคที่อุซเบกิสถานเป็นจักรวรรดิแต่ในอดีตอีกด้วย หน้าตาของคนอุซเบกิสถานจึงผสมผสานระหว่างความเป็นเอเชียอย่างมองโกล อิสลามอย่างตะวันออกกลางแบบเดียวกับประเทศ สถานๆ ทั้งหลายที่แยกตัวออกจากรัสเซีย ฝรั่งแบบยุโรป ผิวทั้งเหลืองทั้งขาวแต่ดำมะเมื่อมอย่างแอฟริกาผมไม่เห็นนะครับ
ความหลากหลายของเชื้อชาติและผิวพรรณนอกจากจะดูได้จากท้องถนนทั่วไปแล้ว ตลาดกลางเมืองอุซเบกิสถานก็เป็นตัวแทนของชนชาติต่างๆ โดยผ่านทางอาหารได้ดีนะครับ เพราะตลาดเป็นตัวสะท้อนวิถีชีวิตและสังคมของชนชาติและท้องถิ่นนั้นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมนั่นเอง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านอกจากบาร์บีคิวเนื้อแกะ เนื้อวัว อร่อยสุดยอดแล้ว เรายังสามารถหา “กิมจิ” อร่อยๆ ได้ที่อุซเบกิสถาน กิมจิไม่ใช่อาหารพื้นเมืองของที่นี่หรอกครับ มันเข้ามาพร้อมกับคนเกาหลีเหนือที่เข้ามาช่วยเหลืออุซเบกิสถานหลังจากแผ่นดินไหวเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนนั่นเอง ผลไม้ทะเลทรายแห้งๆ อย่างแอปริคอตก็ดี องุ่นแห้งก็ดีหรือถั่วอร่อยๆ ก็มีมาก แถมไม่แพงนักเมื่อเทียบกับเงินไทย ส่วนอาหารอื่นๆ ก็อร่อยไม่น้อยนะครับ เพราะอุซเบกิสถานก็คล้ายๆ กับไทยคือเป็น Junction ของมนุษย์ที่หลากหลายชนชาติ จึงนำมาซึ่งความหลากหลายของอาหารอีกด้วย ถ้าเราไปกินตามร้านอาหารที่ดูดีๆ ก็แพงหน่อยเพราะเขาทำเพื่อขายแก่นักท่องเที่ยวเดินทาง แต่ถ้าไปกินตามตลาดก็ไม่แพงเลยแต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเสี่ยงอะไรบ้างนะครับเพราะเขาเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ตลาดสดแบบบ้านเราก็มีในทุกๆ เมืองที่เราผ่านไป
แต่ก่อนที่จะพาไปเที่ยวเรื่องอื่นๆ ในโอกาสหน้าผมจะพาท่านผู้อ่านไปดูความแปลกในการแต่งงานของคนอุซเบกิสถานก่อนนะครับ คนอุซเบกิสถานเวลาจะแต่งงานเขานิยมนั่งรถหรูคันยาวๆ อย่างที่ผมถ่ายเอามาให้ท่านผู้อ่านดูนี่แหละครับ เจ้าบ่าวเจ้าสาวของอุซเบกิสถานมักจะเช่ารถพวกนี้จากบริษัทจัดงานแต่งงานซึ่งมีเกลื่อนเมือง ใช้ทั้งเวลาแต่งงานในโรงแรมหรูและใช้ในเวลาเดินทางไปถ่ายภาพตามที่ต่างๆ มิวเซียมกลางเมืองอุซเบกิสถานเป็นแหล่งที่คู่บ่าวสาวนิยมไปถ่ายภาพร่วมกันมาก เข้าไปกับเพื่อนเจ้าบ่าวเพื่อนเจ้าสาว ทั้งญาติพี่น้อง คงมีมิวเซียมที่เดียวในโลกกระมังที่คนไม่อยากจะมาศึกษาประวัติศาสตร์แต่จะมาถ่ายภาพแต่งงานแทน กินเนสบุ๊กคงนึกไม่ถึงแน่ว่าจะมีความแปลกประหลาดเช่นนี้
พวกผมไปดูพิธีแต่งงานของหนุ่มสาวชาวอุซเบกแล้วอดตื่นตาไปกับเขาด้วยไม่ได้ จะดูว่าเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็ได้แต่บ้านเราก็เคยทำกันแบบนี้มาก่อนไม่ใช่หรือ ผมเห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวของกัมพูชามาถ่ายรูปแต่งงานกันที่ปราสาทหินนครวัดนครธมกันมากมายแบบนี้เช่นกัน ต่างเพียงแต่ไม่ได้มีรถลีมูซีนคันยาวเป็นวาแบบนี้ ผมว่าถ้ามีการนำเข้ารถแต่งงานแบบนี้ คนกัมพูชาก็อาจจะใช้บริการแบบเดียวกับคนอุซเบกก็ได้
คนรัสเซียที่อยู่ในอุซเบกิสถานก็แต่งงานแบบนี้เหมือนกัน แต่สถานที่ที่เขาไปถ่ายภาพจะไม่ใช่ที่พิพิธภัณฑ์ของอุซเบกิสถาน แต่เป็นที่อนุสาวรีย์แห่งความช่วยเหลือของรัสเซียที่มีต่ออุซเบกิสถานแทน
คนอุซเบกิสถานบางคนแม้จะไม่ชอบคนรัสเซียเพราะเคยรุกรานอุซเบกิสถานมาก่อนแต่ภายใต้ความเป็นอุซเบกิสถานก็แยกไม่ออกจากความเป็นคนรัสเซีย วัฒนธรรมที่กลืนๆ กัน อเมริกาพยายามใช้เงื่อนไขนี้เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของอุซเบกิสถาน เข้าไปสนับสนุนให้คนต่อต้านการปกครองของประธานาธิบดีปัจจุบัน แต่ประธานาธิบดีปัจจุบันของอุซเบกิสถานก็รู้เท่าทันเพทุบายของมหาอำนาจถึงกับตะเพิดฐานทัพอเมริกันที่ตั้งเอาไว้เพื่อแทรกแซงกิจการภายในของอัฟกานิสถาน (รวมทั้งแทรกแซงประเทศสถานๆ อื่นๆ รอบๆ รัสเซียเพื่อเอาไว้คุมรัสเซีย) ออกๆ ไป
อีกเรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่อง “ฟันทอง” คนอุซเบกิสถานในช่วงเมื่อ 30-40 ปีในยุคคอมมิวนิสต์ซ้ายจัดครองเมืองนั้น เขานิยมเลี่ยมฟันทองแบบเดียวกับคนจีนคอมมิวนิสต์หรือเวียดนามคอมมิวนิสต์สมัยก่อนครับ จะว่าเป็นเทรนด์ของยุคก็ได้ ดังนั้นถ้าเราไปเที่ยวอุซเบกิสถานเราจะเห็นคนวัย 50 ขึ้นไปเลี่ยมฟันทองกันทั้งนั้น บางทีตลาดทั้งตลาดก็มีแต่คนเลี่ยมฟันทองทั้งตลาดเก๋ไปอีกแบบหนึ่ง แต่คนวัยหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขาใส่ฟันทองกันแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไทยต้องไปดูให้ได้ก็คือคนเลี่ยมฟันทองครับ ใครไปไม่เห็นคนเลี่ยมฟันทองถือว่าไปไม่ถึงอุซเบกิสถานจริงๆ และก็เรียนต่อท่านผู้อ่านด้วยว่าคนอุซเบกิสถานนั้นร่ำรวยอารมณ์ขัน มีบุคลิกคล้ายคนไทย คนลาวคือชอบเย้าแหย่ เก่งด้านหมัดมวยแบบเดียวกับเรา ส่วนฟุตบอลนั้นเขาติดอันดับส่วนเราไม่ติดอันดับในระดับโลก
ใครสนใจจะไปเที่ยวอุซเบกิสถานลองติดต่อไปที่สถานกงสุลใหญ่อุซเบกิสถานเบอร์...หรือที่โกลบอลฮอลิเดย์เบอร์ 08-4145-7345 แต่เรียนว่าภายใต้ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียกลาง ที่มีอาหารอร่อย (คนไทยกินได้เพราะมีพริกและอาหารคล้ายๆ กับไทยหลายอย่าง) นั้น ยังต้องลำบากยากเย็นเรื่องการเข้าเมืองไม่น้อยเลย ต้องดีแคล์เรื่องเงินทองที่เข้าไปให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลอะไร มากน้อยแค่ไหน ไม่อย่างนั้นจะโดนยึดตอนขาออก เงินที่แลกไปควรเป็นเงินดอลลาร์ เงินเยนหรือเงินสกุลยูโรก็ได้ ตลาดมืดแลกได้ราคาดีกว่า แต่ก็แลกที่สนามบินและโรงแรมที่ได้รับอนุญาตได้ด้วยเช่นกัน ผมเคยโดนแขกอินเดียหัวเราะเยาะเอาเพราะไปแลกเงินที่โรงแรมครับ


