
ของฟรีมีจริงบนโลก
เดิมนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปเชื่อว่า มูลค่าของระบบนิเวศและธรรมชาติไม่อาจวัดเป็นมูลค่าได้
เดิมนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปเชื่อว่า มูลค่าของระบบนิเวศและธรรมชาติไม่อาจวัดเป็นมูลค่าได้
โรเบิร์ต โคสแตนซา ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์ ระบบนิเวศแห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ไม่เชื่อเช่นนั้น เขากับพวกรวม 12 คน ได้ศึกษาค้นคว้าจนพบว่า “ระบบนิเวศและธรรมชาติ” ของโลกได้ให้บริการฟรีแก่มนุษย์หลายรูปแบบ
ที่สำคัญ มูลค่าที่มอบให้มนุษย์ในแต่ละปีนั้นมีมากกว่าผลผลิตมวลรวมที่มนุษย์ของทุกประเทศทั่วโลกช่วยกันผลิตออกมาถึง 2 เท่า เขาว่าไว้อย่างนั้นครับ...ผมเลยต้องพาทุกคนไปดู
จากหนังสือ “วิกฤตโลกร้อน” ของ National Geographic ได้มีการประเมินมูลค่าที่มนุษย์บนโลกนี้ได้จากระบบนิเวศ และธรรมชาตินั้นมีอะไรบ้าง เริ่มเลยนะครับ
1.ขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ มีพื้นที่ 23 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่นี้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด คือ การลดขนาดของน้ำแข็ง จึงนับเป็นการ “ให้บริการ” ในฐานะเครื่องปรับอากาศของโลก เพราะน้ำแข็งสะท้อนความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศ และยังเป็นถิ่นอาศัยของปลาวาฬ แมวน้ำ กวางเรนเดียร์ หมีขั้วโลก และยังมีการคงอยู่ของวัฒนธรรมพื้นเมืองอีกด้วย
2.ป่าไม้ มีพื้นที่ 42 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นที่พักพิงที่อยู่อาศัยของคน และสัตว์มากกว่า 1,000 ล้านคน นับเป็นการ “ให้บริการ” ในฐานะเป็นแหล่งเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ ควบคุมสภาพอากาศกรองสารพิษจากดินน้ำ ควบคุมการเกิดอุทกภัย ดินถล่ม การกัดกร่อนของดิน เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค
3.เขตชายฝั่ง มีพื้นที่อยู่ราวๆ 17 ล้านตารางกิโลเมตร นับว่า “ให้บริการ” ในฐานะของป่าชายเลน เป็นที่อนุบาลปลาในบริเวณปากแม่น้ำ และชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเลอื่นๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา หรือนกนานาชนิด แนวปะการังชายฝั่งเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่งในท้องทะเล เราได้อาหารตามธรรมชาติจากพื้นที่เหล่านี้ เราได้เงินจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างมหาศาล
4.มหาสมุทรและท้องทะเล มีพื้นที่อยู่มากที่สุด 349 ตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์ในท้องทะเลไม่ต่ำกว่า 2 ล้านสายพันธุ์ “ให้บริการ” ในฐานะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ควบคุมภูมิอากาศบนโลก เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ และมูลค่าการซื้อขายผลิตภัณฑ์จากท้องทะเลในแต่ละปีสูงถึง 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางเดินเรือ ยังเป็นแหล่งพลังงานทดแทนจากคลื่นหรือลมทะเล และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของโลกในกรณีทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด
5.เกาะ มีพื้นที่ 7 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่อาศัยของคนกว่า 500 ล้านคน “ให้บริการ” ในฐานะเป็นแหล่งปะการังน้ำตื้น เป็นแหล่งของป่าชายเลน ซึ่งทั้งปะการัง และป่าชายเลน รวมทั้งตัวเกาะเอง ถือเป็นด่านสำคัญในการสกัดพายุ 90% ของเกาะจะมีปะการัง และ 75% จะมีป่าชายเลน ยารักษาโรคจากเชื้อเอชไอวี ได้มาจากสิ่งมีชีวิตจากแนวปะการัง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
6.ภูเขา มีพื้นที่ 36 ล้านตารางกิโลเมตร ครึ่งหนึ่งของมนุษย์บนโลกนี้อาศัยน้ำกินน้ำใช้จากภูเขา ถือว่า “ให้บริการ” ในฐานะแปรน้ำเป็นกระแสไฟฟ้า โดยอาศัยการไหลของน้ำจากภูเขาสู่เบื้องล่าง เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ที่หายาก เป็นแหล่งอารยธรรมตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เป็นที่อยู่ของคนภูเขาหลายเผ่าพันธุ์ อันนำมาซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก
7.แหล่งน้ำในแผ่นดิน เป็นแหล่งน้ำจืดของโลกที่อยู่ในทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งน้ำผิวดิน พื้นที่นี้ถือว่า “ให้บริการ” ฐานะเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำ ควบคุมวัฏจักรของน้ำ เป็นแหล่งพลังงาน เป็นแหล่งอาหาร ควบคุมอุทกภัย ควบคุมปริมาณมลพิษ นอกจากนี้พืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ ช่วยกำจัดแร่ธาตุส่วนเกินจากการเกษตร หล่อเลี้ยงแหล่งน้ำใต้ดิน และบรรเทาความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
8.ไร่นา มีพื้นที่ 35 ล้านตารางกิโลเมตร ถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก “ให้บริการ” ในฐานะควบคุมระบบนิเวศทางการเกษตร การหมุนเวียนของแร่ธาตุในการปลูกพืชต่างๆ เป็นแหล่งปศุสัตว์ เป็นแหล่งความรู้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและวัชพืชด้วยกระบวนการชีวภาพ
9.พื้นที่แห้งแล้ง มีพื้นที่ 60 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนราวๆ 2,000 ล้านคน พื้นที่ส่วนใหญ่กำลังกลายสภาพเป็นทะเลทราย แต่ยังให้ประโยชน์แก่มนุษย์ ถือว่า “ให้บริการ” ด้านความหลากหลายของพรรณพืช ซึ่งพืชเหล่านี้ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่แผ่นดิน เป็นแหล่งภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับปศุสัตว์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ เป็นแหล่งอาหารบางชนิด เช่น ธัญพืช เครื่องเทศ ฝ้าย ป่านศรนารายณ์ ฯลฯ
10.เขตเมือง ถือว่ามีพื้นที่น้อยมากประมาณ 4 ล้านตารางกิโลเมตร แต่เป็นที่อยู่ของประชากรถึงครึ่งหนึ่งของโลก พื้นที่นี้ “ให้บริการ” ด้านการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน การรักษาพยาบาล ทำให้ลดการขยายเมืองสู่ชานเมืองที่นำไปสู่การทำลายป่าไม้ แหล่งน้ำ นอกจากนี้การสร้างสวนสาธารณะของเมือง ยังช่วยยกระดับคุณภาพน้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมให้กับประชากร
มีคนกล่าวว่า ยามใดที่เราปลูกต้นไม้ ยามนั้นเรากำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับว่ายังมีสิ่งสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ยิ่งกว่าเงินตรา
ถึงตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะครับว่าสิ่งนั้นคือธรรมชาติที่อยู่รายรอบตัวเรานี่เอง







