
รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี (ตอนจบ)
ตอนที่แล้วฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกเราใบนี้
ตอนที่แล้วฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกเราใบนี้
โดย ปัญญา ปุลิเวคินทร์ หัวหน้าศูนย์ภูมิรักษ์ จ.นครนายก
ตอนที่แล้วฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกเราใบนี้ ประเทศนี้เปรียบเหมือนระเบิด 4 ลูก ถูกจุดระเบิดขึ้น และยิ่งนับวันจะระเบิดแรงขึ้นทุกที มาตอกย้ำกันให้เห็นตำตากันอีกสักรอบ
ขาดแคลนน้ำจากภัยแล้งและน้ำท่วม
ความจริงบ้านเราถือว่าฝนตกมากเมื่อเทียบกับโซนอื่นๆ ในโลก ยกตัวอย่างเช่น ทะเลทรายบางประเทศฝนไม่ตกมาเป็นเวลา 600 ปี ฟังดูเหมือนไม่น่าเชื่อ แต่มีอยู่จริง แต่ปัญหาของเราอยู่ที่ว่าเมื่อฝนตก น้ำฝนกว่า 90% ถูกปล่อยให้ไหลทิ้งลงทะเล แทนที่จะกักเก็บไว้ตั้งแต่ต้นทาง โดยการสร้างเขื่อนที่เปรียบเหมือนแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่มีอยู่ยังถือว่าน้อย และก็เป็นเขื่อนที่เกิดจากแนวพระราชดำริแทบทั้งสิ้น จากแท็งก์ใหญ่ก็ต้องนำมาเก็บไว้ที่โอ่งขนาดใหญ่ก็คือ ฝาย
จากโอ่งใหญ่ก็มาเก็บไว้ที่โอ่งขนาดเล็กคือ บ่อน้ำต่างๆ กระจายให้เต็มพื้นที่ด้วยคลองชลประทาน หรือคู คลอง ตามธรรมชาติ นอกจากไม่สร้างแล้ว เรายังถมแม่น้ำ คู คลอง หนอง บึง กันหมด เราจึงทิ้งความได้เปรียบไปจนหมดสิ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้นนอกจากจะบรรเทาภัยแล้งแล้ว ยังแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย เพราะการที่มีพื้นที่รองรับน้ำ ทำให้ไม่เกิดการสะสมน้ำมากจนเกิดน้ำท่วม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำ “โครงการแก้มลิง” นั่นเอง
ปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว
เราจะพบว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว สิ่งที่ตามมาคือ ที่อยู่อาศัย สิ่งก่อสร้างจะถูกทำลายทั้งหมด คนจะไม่มีบ้านอยู่ ระบบไฟฟ้าถูกทำลายทั้งหมด คนจะขาดแคลนน้ำ อาหารและยา เพราะถนนจะถูกทำลายทั้งหมด การขนส่งได้ทางเดียวคือทางอากาศ ขนาดประเทศญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นมือหนึ่งของโลกเรื่องการเตรียมรับมือแผ่นดินไหว เมื่อ 3 เดือนที่แล้วเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ เกิดสึนามิ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า น้ำบริโภคและอาหารอยู่เลย นับประสาอะไรกับไทย แค่ขาดน้ำมันพืชก็ยังแย่งกันขนาดถึงกับจะฆ่ากัน
ที่สำคัญก็คือ เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหวเรียกว่าแทบเป็น “ศูนย์” เลย ก่อนจะเกิดแผ่นดินไหวเราทราบจากอะไร? ระหว่างเกิดจะทำตัวอย่างไร? หลังเกิดจะทำอย่างไร? สรุปคือ “ไม่รู้ และ ไม่รู้” จบข่าว
ปัญหาเรื่องโลกร้อน
พื้นที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ กำลังสูญเสียพื้นที่จากน้ำท่วม จ.สมุทรปราการ ในวันที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด ที่บริเวณลานจอดรถของศาลากลางจังหวัดเจิ่งไปด้วยน้ำทะเล ถนนสุขุมวิทสายเก่าจากกรุงเทพฯ น้ำเริ่มจะท่วมข้ามถนนเข้าสู่พื้นที่ทำการเกษตร เส้นทางจาก อ.บางพลี กำลังก่อสร้างคันดินป้องกันน้ำทะเล
นานมากแล้ว สองฝั่งแม่น้ำนครนายกไม่สามารถทำการเกษตรได้เพราะน้ำกร่อย เป็นผลมาจากน้ำทะเลหนุนเนื่องมาจากอ่าวไทยผ่านแม่น้ำแม่กลอง จ.ฉะเชิงเทรา นับแต่การสร้างเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปัญหานี้ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะในฤดูแล้ง ช่วงเดือน พ.ย.เม.ย.ทุกปี เขื่อนทำการปล่อยน้ำเพื่อไล่น้ำทะเลไม่ให้ขึ้นมาอาละวาดถึงนครนายก แต่ปีไหนที่เขื่อนมีน้ำน้อย ปัญหาก็จะเกิดขึ้นอีก นี่ขนาดภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและใต้ยังไม่ถูกฤทธิ์เดชของของภาวะโลกร้อนเล่นงาน ประเทศเรายังเป็นถึงขนาดนี้ เตรียมตัว เตรียมชุดว่ายน้ำเล่นน้ำทะเลกันหรือยัง อยู่เฉยๆ เดี๋ยว “น้องน้ำทะเลจะมาหาพี่เอง”
โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกภาคกลางจะถูกน้ำท่วมทั้งหมด เตรียมเรื่องการขาดแคลนอาหารกันหรือยังครับท่าน เคยไหม อดอาหารตาย?
ปัญหาเรื่องโรคระบาด
ในภาวะโลกร้อนและชื้น เชื้อโรคจะกลายพันธุ์เป็นชนิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เชื้อโรคชนิดโบราณจะกลับฟื้นคืนชีพ สารพัดโรคอีนุงตุงนังไปหมด ยาแผนปัจจุบันจะถูกใช้จนผลิตไม่ทัน เห็นท่าต้องไปหาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเสียแล้ว นั้นคือยาสมุนไพรต่างๆ ไง!! บ้านเราไม่อดไม่อยากหรอก สมุนไพรมีออกถมไป ถามว่ามีความรู้หรือยังล่ะ ฟ้าทลายโจร ใช้แก้ไข้ เป็นหวัด เสลดพังพอนตัวเมียใช้ป้องเชื้อไวรัส ใบย่านางช่วยปรับสมดุลรักษาความดัน เบาหวาน หญ้าหนวดแมว ช่วยขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ฝางเสน ช่วยบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ เป็นต้น
เอาแค่เบาะๆ เท่านี้ก็พอ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น มีทางเลือกสองทางคือ
1.พึ่งตนเอง
2.รอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ท่านจะเลือกข้อไหน ให้นึก 5 วินาที ตกลงเลือกข้อ 1 ใช่มั้ย แสดงว่ามีความเห็นเหมือนพวกเรา ไม่รอใคร จะ ททท. !!! คือทำทันที
หลักสูตร “Crisis Management Survival Camp” จึงเกิดขึ้น
หลักสูตรนี้ออกแบบโดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมี อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธาน ได้มีการอบรมไปแล้ว 5 รุ่น
รุ่นที่ 1 อบรม ณ ศูนย์มาบเอื้อง จ.ชลบุรี ผู้เข้าการฝึกอบรมเป็นคนจากกรุงเทพมหานคร
รุ่นที่ 2 อบรม ณ ศูนย์มาบเอื้อง จ.ชลบุรี ผู้เข้าการฝึกอบรมเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล จ.นครปฐม
รุ่นที่ 3 อบรม ณ ศูนย์มาบเอื้อง จ.ชลบุรี ผู้เข้าการฝึกอบรมเป็นสมาชิกจากภาคกลางและตะวันออก
รุ่นที่ 4 อบรม ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สมาชิกมาจากภาคใต้
รุ่นที่ 5 อบรมระหว่างวันที่ 5-10 ก.ค. ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านบุญ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น สมาชิกจากภาคอีสาน
และรุ่นที่ 5 นี่แหละเป็นรุ่นที่ผมเข้าร่วมสังเกตการณ์ มาติดตามบรรยากาศตลอด 6 วันของการอบรม
วันแรกภาคเช้า บรรยายเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักกสิกรรมธรรมชาติ บ่ายฝึกปฏิบัติ ประกอบด้วยปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ฝึกทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี และการห่มดิน
วันที่ 2 สอนการใช้เครื่องมือที่ช่วยในการเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.ทางวิทยาศาสตร์ เช่น Internet และการสื่อสารต่างๆ และทางธรรมชาติ สังเกตจากสัตว์ พืช ในภาคบ่ายได้สอนให้แต่ละกลุ่มออกหาของกินเอง เปรียบเหมือนเมื่อเกิดภัยพิบัติ การขนส่งอาหารจะถูกตัดขาดทั้งหมด
วันที่ 3 ฝึกการใช้วิทยุสื่อสาร เพราะในยามที่เกิดภัยพิบัติการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์บ้านจะล้มเหลวทั้งหมด รวมถึงฝึกการกู้ภัยทางน้ำ ยามที่ประสบกับภาวะน้ำท่วม หรือโดนมรสุมหรือน้ำป่าหลาก ได้แก่ การช่วยเหลือทางเรือยาง การไต่เชือกข้ามน้ำ การเข้าช่วยเหลือคนจมน้ำ การปฐมพยาบาลในน้ำ การขนส่งคนเจ็บออกนอกพื้นที่น้ำท่วม ตอนกลางคืนจะฝึกการค้นหาคนที่ติดอยู่ใต้ซากตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยการฝึกการฟังเสียง รวมทั้งกรณีที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากตึกควรทำตัวอย่างไร?
วันที่ 4 ฝึกโดดหอ การติดตามสถานการณ์ของภัยพิบัติและการพยากรณ์เหตุการณ์ ฝึกการปฐมพยาบาลทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในยามที่มีเครื่องมืออุปกรณ์และไม่มีเครื่องมือ ตอนกลางคืนจะมีการจำลองสถานการณ์ เมื่อได้รับแจ้งเกิดเหตุภัยพิบัติ วิธีการสื่อสารข้อมูลผู้ป่วย และการเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือ
วันที่ 5 ย้ายเข้าไปใช้ชีวิตในป่า หลังจากวันแรกๆ ถูกปล่อยเกาะ วันนี้ผู้รับการฝึกถูกนำไปปล่อยป่า ฝึกการโรยตัวจากที่สูง และการช่วยผู้บาดเจ็บจากที่สูง โดยใช้ภูเขาลูกสูงที่สุดเป็นสนามฝึก จำลองสถานการณ์ตึกถูกไฟไหม้ ฝึกการขับรถยนต์ออฟโรด (Off Road) จำลองการเข้าไปส่งอาหารให้ผู้ประสบภัยในสถานที่ที่ถนนหนทางถูกทำลายเป็นหลุมบ่อ หรือถูกน้ำท่วม เมื่อรถติดหล่ม ผู้ฝึกทุกคนก็ต้องเข้าไปช่วยเข็น
ฝึกการสร้างที่อยู่อาศัยกันเอง และการหาอาหารมื้อเย็นจากพืชในป่า เช่น หน่อไม้ ผักสาบ มะกอกป่า ผักอีรอบ ก้านบุก สายบัว ใบส้มลม หน่อโจก เผือก และดอกกระเจียวขาว น้ำก็หากินจากต้นกล้วย เถาวัลย์ ครูฝึกใจร้ายน่าดู ให้จุดไฟจากเหล็กเคาะกับหินให้เป็นประกายไฟ คืนนั้นทั้งคืนผู้รับการฝึกไม่ได้นอนทั้งคืน มีคนที่ไม่มีอาหารกินคอยจังหวะเข้าแย่งชิงตลอดคืน
สุดท้าย ผู้รับการฝึกเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อสรุปการอบรมและรับใบประกาศ คิดดูเอาเองว่าคนมากๆ ไม่ได้อาบน้ำติดต่อกันหลายวัน กลิ่นขนาดไหน? หลังจากรับใบประกาศ ทุกคนแสดงอาการสะใจที่ฝ่าฟัน อดทนจนจบหลักสูตรจนได้ สิ่งที่ทุกคนได้รับก็คือ ฝึกการมีวินัย ฝึกกำลังใจ ฝึกการควบคุมสติ ฝึกการต่อสู้ ป้องกันตัว ความมีน้ำใจ และที่แน่นอนที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติอะไรก็ตามพวกเขา “พร้อม และสู้ เสมอ”
ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานคนเพียงกลุ่มหนึ่ง เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่เตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นในการรับมือภัยพิบัติที่กำลังจะมาเยือน ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ใกล้หรือไกล อันเป็นผลมาจากโลกร้อนส่งผลทำให้ธรรมชาติแปรปรวน พวกเขาทำงานกันด้วยจิตสำนึกที่ดีต่อประเทศนี้ ต่อใลกใบนี้ แล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านพร้อมหรือยัง?







