
จากโลกร้อนสู่นิพพาน
ภาสกร พุทธิชีวิน
ผมติดตามข่าว ครูน้อย นวลน้อย ทิมกุล ที่เป็นหนี้นอกระบบถึง 8 ล้านบาท เพราะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเด็กด้อยโอกาสนับร้อยคน ความรู้สึกเศร้า กอปรกับชื่นชมในตัวครูน้อยเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเลขค่าใช้จ่าย 23 แสนบาทต่อเดือนที่ครูน้อยแบกรับไว้
ผมเชื่อว่าหลังจากเรื่องนี้ตกเป็นข่าว การช่วยเหลือ ครูน้อยคงหลั่งไหลมา แต่มันจะค่อยๆ หยุดกระแสธารความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อข่าวเริ่มซา และไม่มีข่าวในที่สุด แล้วทุกอย่างก็จะกลับมาสู่วังวนเดิม คือ ครูน้อยต้องช่วยตัวเอง
ค่าใช้จ่ายตามข่าวมีทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย
ผมเกิดไอเดียครับ เลยอยากเสนอแนะทางออกที่ช่วยแบ่งเบาภาระครูน้อยอยู่ 2 ประเด็น คือ ค่าอาหาร และค่าไฟฟ้า ที่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และแน่นอนที่สุดที่สำคัญมันยังช่วยลดโลกร้อนทางหนึ่งด้วยครับ
แต่ก่อนเข้าเรื่องคงต้องอารัมภบทสักนิดหน่อย เพราะผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะทุกข์กับปัญหาบ้านเมืองที่นับวันจะขาดกติกาหรืออย่างไร คนไทยถึงหันหน้าทำบุญกันมากขึ้น
ผมก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่ชอบหันหน้าทำบุญในช่วงนี้ครับ วิธีที่ง่ายที่สุดของผมก็คือทุกเช้าจะไปใส่บาตรตามวัดที่ใกล้บ้านบ้าง ไกลบ้านบ้าง แต่สิ่งที่พบเห็น คือ อาหารที่ญาติโยมพุทธศาสนิกชนนำไปใส่บาตรนั้นมีจำนวนมากมายจนบาตรของพระสงฆ์ไม่พอที่จะรับไว้ จึงไม่แปลกที่แต่ละวัดจะมีรถเข็นบ้าง รถมอเตอร์ไซค์บ้าง หรือแม้กระทั่งรถปิกอัพ เป็นกองทัพตามหลัง เพื่อนำเอาสิ่งของที่ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าว กับข้าว ขนม และน้ำ กลับเข้าวัด
สิ่งที่ผมเกริ่นไว้นั้น มันเกี่ยวกับโลกร้อนครับ ไม่เชื่อตามมาดู
พระแต่ละรูปมีอาหารมากมายในแต่ละวัน หากรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาแล้ว บางวัดยังเหลืออาหารไม่มากก็น้อย
วัดในกรุงเทพฯ มีกี่วัดครับ ผมว่าอาจจะเฉียดหลักพัน เพราะฉะนั้นอาหารในแต่ละวันน่าจะหลงเหลือมหาศาลขนาดไหน คำถามจึงอยู่ที่ว่าอาหารที่เหลือตามวัดในแต่ละวันนั้นไปไหน อยู่ที่ไหน
คิดแบบอกุศลเล็กน้อย ลูกศิษย์อาจจะทำลายอาหารเหลือเหล่านั้นด้วยการเททิ้งเป็นขยะ ซึ่งเรารับรู้กันแล้วว่าขยะก็เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของการก่อให้เกิดมีเทน ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า
ต้องขออภัยครับ ผมไม่ได้ต่อว่าต่อขานเรื่องอาหารเหลือที่อยู่ในวัด แต่ผมกำลังจะเสนอว่าน่าจะมีหน่วยงานไหนประสานไปตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อนำอาหารจากศรัทธาของชาวบ้านที่เหลือจากพระท่านฉันท์ และลูกศิษย์ประทังชีวิตแล้ว ไปส่งมอบให้กับ
“บ้านครูน้อย” เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย เป็นการทำบุญที่เรียกว่าสองเด้งครับ และยังไม่เสียของ แถมเป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วยถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ยังมีคนอีกหลายคนที่ประสบพบเจอปัญหาแบบครูน้อย ก็สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เรียกได้ว่าเป็นบุญแบบลดโลกร้อน คนที่ทำบุญก็ได้บุญสองต่อ ทั้งกับพระ และคนที่ด้อยโอกาสกว่า
ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น และเริ่มทำเลยครับ ใครจะไปรู้จากปัญหาโลกร้อน อาจจะทำให้ใครหลายคนสู่นิพพานได้ด้วยโครงการนี้
ประเด็นที่สอง เรื่องค่าไฟฟ้า ซึ่งก็คงเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสพอสมควร งานนี้ผมขอเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพครับ ที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะว่านี่คือโอกาสของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพราะการไฟฟ้ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อชุมชน ที่ต้องสร้างความเข้าใจระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า
เอาพลังงานทดแทนยื่นเข้าไปให้ที่บ้านครูน้อยสิครับ ไม่ว่าจะเป็น โซลาร์ กังหันลม ก๊าซที่เกิดจากขยะ และพลังงานทางเลือกอีกมากมาย ครูน้อย และเด็กในบ้านจะช่วยตัวเองได้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน และหากในอนาคตถ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะช่วยสอนพวกเขาพัฒนาให้เข้าใจเรื่องพลังงานทดแทน นอกเหนือจากการให้ไฟฟ้าทางเลือกแก่พวกเขา ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่หรือครับ
ผมเชื่อว่าการสอนให้เด็กเหล่านี้เข้าใจเรื่องพลังงานจะเป็นลางที่ดีในอนาคต หลายคนคงยังไม่รู้ว่าที่ประเทศฝรั่งเศส กว่าจะสามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ เขาใช้เวลาไปกว่า 20 ปี
20 ปีของเขา คือ การให้ความรู้กับเด็กนักเรียนว่า นิวเคลียร์นั้นมีประโยชน์ และโทษอย่างไร
20 ปีเขาดำเนินการให้ความรู้กับเด็กนักเรียน จนวันนี้เขามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้โดยไร้แรงต่อต้าน
ประเทศเรากำหนดแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทนี้กันแล้ว แต่ยังไม่มีการบอกกล่าว หรือให้ความรู้ใดๆ เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลยแม้แต่น้อย
ไม่สายหรอกครับ เริ่มต้นที่บ้านครูน้อย ดีไม่ดีผลบุญในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อาจจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้โดยปลอดโปร่ง สาธุ







