posttoday
จากโลกร้อนสู่นิพพาน

จากโลกร้อนสู่นิพพาน

12 กุมภาพันธ์ 2553

ภาสกร พุทธิชีวิน

ผมติดตามข่าว ครูน้อย นวลน้อย ทิมกุล ที่เป็นหนี้นอกระบบถึง 8 ล้านบาท เพราะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเด็กด้อยโอกาสนับร้อยคน ความรู้สึกเศร้า กอปรกับชื่นชมในตัวครูน้อยเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเลขค่าใช้จ่าย 23 แสนบาทต่อเดือนที่ครูน้อยแบกรับไว้

ผมเชื่อว่าหลังจากเรื่องนี้ตกเป็นข่าว การช่วยเหลือ ครูน้อยคงหลั่งไหลมา แต่มันจะค่อยๆ หยุดกระแสธารความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อข่าวเริ่มซา และไม่มีข่าวในที่สุด แล้วทุกอย่างก็จะกลับมาสู่วังวนเดิม คือ ครูน้อยต้องช่วยตัวเอง

ค่าใช้จ่ายตามข่าวมีทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเกิดไอเดียครับ เลยอยากเสนอแนะทางออกที่ช่วยแบ่งเบาภาระครูน้อยอยู่ 2 ประเด็น คือ ค่าอาหาร และค่าไฟฟ้า ที่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และแน่นอนที่สุดที่สำคัญมันยังช่วยลดโลกร้อนทางหนึ่งด้วยครับ

แต่ก่อนเข้าเรื่องคงต้องอารัมภบทสักนิดหน่อย เพราะผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะทุกข์กับปัญหาบ้านเมืองที่นับวันจะขาดกติกาหรืออย่างไร คนไทยถึงหันหน้าทำบุญกันมากขึ้น

ผมก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่ชอบหันหน้าทำบุญในช่วงนี้ครับ วิธีที่ง่ายที่สุดของผมก็คือทุกเช้าจะไปใส่บาตรตามวัดที่ใกล้บ้านบ้าง ไกลบ้านบ้าง แต่สิ่งที่พบเห็น คือ อาหารที่ญาติโยมพุทธศาสนิกชนนำไปใส่บาตรนั้นมีจำนวนมากมายจนบาตรของพระสงฆ์ไม่พอที่จะรับไว้ จึงไม่แปลกที่แต่ละวัดจะมีรถเข็นบ้าง รถมอเตอร์ไซค์บ้าง หรือแม้กระทั่งรถปิกอัพ เป็นกองทัพตามหลัง เพื่อนำเอาสิ่งของที่ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าว กับข้าว ขนม และน้ำ กลับเข้าวัด

สิ่งที่ผมเกริ่นไว้นั้น มันเกี่ยวกับโลกร้อนครับ ไม่เชื่อตามมาดู

พระแต่ละรูปมีอาหารมากมายในแต่ละวัน หากรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาแล้ว บางวัดยังเหลืออาหารไม่มากก็น้อย

วัดในกรุงเทพฯ มีกี่วัดครับ ผมว่าอาจจะเฉียดหลักพัน เพราะฉะนั้นอาหารในแต่ละวันน่าจะหลงเหลือมหาศาลขนาดไหน คำถามจึงอยู่ที่ว่าอาหารที่เหลือตามวัดในแต่ละวันนั้นไปไหน อยู่ที่ไหน

คิดแบบอกุศลเล็กน้อย ลูกศิษย์อาจจะทำลายอาหารเหลือเหล่านั้นด้วยการเททิ้งเป็นขยะ ซึ่งเรารับรู้กันแล้วว่าขยะก็เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของการก่อให้เกิดมีเทน ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า

ต้องขออภัยครับ ผมไม่ได้ต่อว่าต่อขานเรื่องอาหารเหลือที่อยู่ในวัด แต่ผมกำลังจะเสนอว่าน่าจะมีหน่วยงานไหนประสานไปตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อนำอาหารจากศรัทธาของชาวบ้านที่เหลือจากพระท่านฉันท์ และลูกศิษย์ประทังชีวิตแล้ว ไปส่งมอบให้กับ “บ้านครูน้อย” เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย เป็นการทำบุญที่เรียกว่าสองเด้งครับ และยังไม่เสียของ แถมเป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วย

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ยังมีคนอีกหลายคนที่ประสบพบเจอปัญหาแบบครูน้อย ก็สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เรียกได้ว่าเป็นบุญแบบลดโลกร้อน คนที่ทำบุญก็ได้บุญสองต่อ ทั้งกับพระ และคนที่ด้อยโอกาสกว่า

ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น และเริ่มทำเลยครับ ใครจะไปรู้จากปัญหาโลกร้อน อาจจะทำให้ใครหลายคนสู่นิพพานได้ด้วยโครงการนี้

ประเด็นที่สอง เรื่องค่าไฟฟ้า ซึ่งก็คงเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสพอสมควร งานนี้ผมขอเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพครับ ที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะว่านี่คือโอกาสของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพราะการไฟฟ้ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อชุมชน ที่ต้องสร้างความเข้าใจระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า

เอาพลังงานทดแทนยื่นเข้าไปให้ที่บ้านครูน้อยสิครับ ไม่ว่าจะเป็น โซลาร์ กังหันลม ก๊าซที่เกิดจากขยะ และพลังงานทางเลือกอีกมากมาย ครูน้อย และเด็กในบ้านจะช่วยตัวเองได้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน และหากในอนาคตถ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะช่วยสอนพวกเขาพัฒนาให้เข้าใจเรื่องพลังงานทดแทน นอกเหนือจากการให้ไฟฟ้าทางเลือกแก่พวกเขา ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่หรือครับ

ผมเชื่อว่าการสอนให้เด็กเหล่านี้เข้าใจเรื่องพลังงานจะเป็นลางที่ดีในอนาคต หลายคนคงยังไม่รู้ว่าที่ประเทศฝรั่งเศส กว่าจะสามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ เขาใช้เวลาไปกว่า 20 ปี

20 ปีของเขา คือ การให้ความรู้กับเด็กนักเรียนว่า นิวเคลียร์นั้นมีประโยชน์ และโทษอย่างไร

20 ปีเขาดำเนินการให้ความรู้กับเด็กนักเรียน จนวันนี้เขามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้โดยไร้แรงต่อต้าน

ประเทศเรากำหนดแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทนี้กันแล้ว แต่ยังไม่มีการบอกกล่าว หรือให้ความรู้ใดๆ เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลยแม้แต่น้อย

ไม่สายหรอกครับ เริ่มต้นที่บ้านครูน้อย ดีไม่ดีผลบุญในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อาจจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้โดยปลอดโปร่ง สาธุ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69