อะไรคือตัวฉุดรั้งศักยภาพ?

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 08:44 น.
อะไรคือตัวฉุดรั้งศักยภาพ?
โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมบ่อยครั้งที่ตนมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปเองว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก

ทำไมคิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก

ทำไมเวลาที่มีประเด็นเข้ามา ตนจึงมักแก้ปัญหาไม่ตก คิดทีไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดนวัตกรรม

ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือนอะไร ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว

ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ขาดความอดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้

บ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาได้

ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนจึงรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนตนได้สูญเสียอะไรบางอย่าง หรือเหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป

ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง แกว่งไปตามกระแสสังคมและโซเชียล หรือความคิดของคนอื่น บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมจึงไม่สามารถผลักดันทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้

ทั้งหมดนี้คือเหตุที่ทำให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ผลงานไม่เข้าตา ตนเองก็เสียโอกาส องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้

เราพบว่า ทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (ภาพในใจ) หรือ Mindset พฤติกรรมเชิงลบจึงมาจากกรอบความคิดที่ติดลบ กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนที่ว่านี้คือ ตัวตนในอดีต มันคือภาพในอดีตที่เรามักจะขุดค้นขึ้นมา แล้วตำหนิตนเองที่ผ่านมาว่าคือต้นเหตุของปัญหาที่ส่งผลในปัจจุบัน นั่นคือในขณะที่ตนกำลังถดถอยนั้น ในขณะนั้นตนเห็น (ภาพในใจ) ตนเองเชิงลบ ภาพเชิงลบที่ว่านี้ก็คือ ความรู้สึกที่ตำหนิตนเอง โทษตนเองว่าคือสาเหตุของปัญหาต่างๆ

ภาวะดังกล่าวเปรียบได้กับการที่คนสองคนกำลังทะเลาะกัน นั่นคือ ตัวตนในปัจจุบันกำลังโทษอดีตตนเอง มันเป็นความขัดแย้งภายใน มันเป็นสงครามกลางใจ ภายในบุคคลจึงแตกสลาย มันเป็นภาวะที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว มันไม่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ภายในจึงไม่สงบ มันครุกรุ่นอยู่ภายในตลอดเวลา รอวันระเบิดเป็นอารมณ์เมื่อมีอะไรมากระทบ หากปล่อยไว้ ก็ยากที่บุคคลจะถึงฝั่ง ว่าไปแล้ว อดีตที่ว่านั้นตายไปนานแล้ว แต่ที่ยังอยู่คือภาพจำ ภาพที่ว่านี้ก็คือ กรอบความคิด นั่นเอง แต่เป็นไปในเชิงลบ และนี่คือรากของปัญหาที่แท้จริงที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคล ดังนั้น ทางออกของปัญหานี้จึงต้องสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้นภายในใจให้ได้ โดยเราต้องเรียกตัวเองในอดีตขึ้นมา แล้วคุยกันให้รู้เรื่อง มันจะได้จบเสียที และที่ว่าคุยกันให้รู้เรื่องนั้นก็คือ การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเอง การให้อภัยตนเองในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต ไม่ว่าอะไรก็ตาม

อดีตคืออดีต มันได้เกิดขึ้นแล้ว และไม่ว่าอะไรก็ตาม ในความเป็นจริง เราไม่อาจย้อนเวลาได้ แต่เราสามารถย้อนจินตนาการได้ มันคือกรอบความคิดที่เรามีอำนาจเหนือมัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะเล่นกับมันอย่างไร

กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ชีวิตคนเราที่ผ่านมามีทั้งเรื่องบวกและลบ ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด

ด้วยเหตุนี้ การจะพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ เราจึงจำเป็นต้องปรับความเข้าใจต่อตนเองเสียใหม่ ดังนั้น ที่สุดของการแก้ไขภาวะถดถอยก็คือ การเห็นคุณค่าตนเอง