การสร้างผู้นำทีมงานที่เข้มแข็งบนฐานของความมั่นคงทางอารมณ์

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 10:15 น.
การสร้างผู้นำทีมงานที่เข้มแข็งบนฐานของความมั่นคงทางอารมณ์
โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ธรรมชาติของอารมณ์

ในการค้นหาธรรมชาติ ความหมาย และผลกระทบของอารมณ์ที่มีต่อภาวะผู้นำนั้น ผู้เขียนได้ศึกษานักคิด นักปรัชญาบางท่านและได้ข้อค้นพบว่า เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส เขาได้พูดประโยคสำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” จากแนวคิดดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่า กรอบความคิดของฉันนี้เองที่กำหนด “ตัวตน” ของฉัน

ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844 – 1990) นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ได้เสนอแนวคิดต่อจากเรอเนเดการ์ตว่าตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น อารมณ์ที่สะท้อนออกมาในรูปพฤติกรรมต่างๆ นั้นมาจากกรอบความคิดกรอบ ความคิดกำหนดตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย 

ถึงตรงนี้พอสรุปได้ว่า อารมณ์ ภาวะผู้นำ ศักยภาพทีมงาน และการสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ทั้งหมดนี้ไม่อาจแยกออกจากกันได้ และต่างส่งผลสะท้อนซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างองค์กรให้เป็นเอกภาพจึงต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ของประเด็นเหล่านี้

ความไม่มั่นคงทางอารมณ์

จากข้อสรุปข้างต้นบุคคลจึงแสวงหาคุณค่าและความหมายเพื่อความสุขและความมั่นคงของชีวิต แต่ในหลายกรณีบุคลลกลับซึมเศร้าถดถอยท้อแท้ ภายในอ่อนแอ ไม่มั่นคง หวั่นไหว ขาดภูมิต้านทาน นำไปสู่การขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และสาเหตุหลักก็เพราะบุคคลไม่เห็นคุณค่าตนเอง

ภาวะดังกล่าวมักแสดงออกมาในรูปของขาดการความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก กลัวผิด ทั้งๆ ที่มีความคิดดีๆ แต่กลัวว่ามันจะไม่เข้าท่า บ่อยครั้ง ชอบเปรียบเทียบ รู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า สู้คนอื่นไม่ได้

บางครั้ง รู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับ ทำไมไม่มีใครเข้าใจเลย บางครั้งแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับรู้สึกกัดกินใจตนเอง บางคนชอบคุยข่ม ตีตรา ตัดสินคนอื่น มองคนอื่นด้อยกว่า

บางคนติดความสมบูรณ์แบบ ทำอะไรต้องเป๊ะ เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็หงุดหงิด บางคนคิดวิตกจริต คิดมาก ขี้โมโห ชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ใช้อารมณ์ตัดสิน บางคนประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน แต่ต้องจ่ายด้วยราคาแพงที่บ้าน ชีวิตครอบครัวขาดสมดุล ไม่เข้าใจกัน ไม่มีความสุข กลับมาถามตนเองว่าคุ้มไหม แน่นอนว่าผลที่ตามมาคือ ศักยภาพในการทำงานย่อมลดลง อีกทั้งความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็เสียหาย และบ่อยครั้งก็ไประบายออกที่บ้าน สร้างปัญหาต่อเนื่อง ทำให้ที่บ้านไม่มีความสุข ตนเองก็รู้สึกเหนื่อยล้า ประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ นอกจากจะทำร้ายตนเองแล้ว ยังทำลายในทุกความสัมพันธ์ด้วย นำไปสู่การขาดภาวะผู้นำ และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ และเป็นเหตุผลหลักต่อภาวะถดถอยของศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ไม่สามารถผลักดันศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ องค์กรก็เสียหาย ตนเองก็เสียโอกาส

ทางออกของปัญหาภาวะผู้นำ

เมื่อมองย้อนกลับไปว่าอะไรคือเหตุ เราพบว่ารากของปัญหาที่แท้จริงคือ การที่บุคคลไม่เห็นคุณค่าในตัวตนของตนเอง มันเป็นภาพเชิงลบที่ตนมีต่อตนเองที่สะท้อนออกมา เป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองมายาวนาน ส่งผลเป็นภาวะขาดความมั่นคงทางอารมณ์ ศักยภาพตนเองก็ถดถอยและไม่สามารถนำผู้อื่นและทีมงานได้ ดังนั้น ทางออกของปัญหาจึงต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นคุณค่าในตนเอง มันคือการยอมรับตนเอง การให้อภัยตนเอง เข้าใจตนเอง เมื่อนั้นตนเองจึงเข้มแข็ง เมื่อตนเข้มแข็งจึงนำตนเอได้เมื่อนำตนเองได้ จึงมีภาวะผู้นำ จึงสามารถนำทีมงานและสร้างความเข้มแข็งของทีมงานได้ โดยพิจารณาถึงความจริงที่ว่าในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น ที่แท้จริงแล้วตัวตนของทั้งสองกำลังโต้ตอบกันอยู่ และการที่ทีมงานจะเข้มแข็งได้ตัวตนต้องได้รับการยอมรับ 

การยอมรับที่ว่านี้ มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง กล่าวคือ มันคือการเห็นคนมีชีวิตอย่างมีคุณค่า มิใช่เพียงแค่วัตถุ และ “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” นั่นคือ หากใครจะให้ฉันยอมรับ (เขามีภาะผู้นำ) เขาต้องเห็นคุณค่าและยอมรับในตัวฉันเสียก่อน เพราะที่สุดของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันคือ การสร้างความเจริญงอกงามให้เกิดขึ้นในคนที่เราสัมพันธ์ด้วย ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความเข้าใจ ความไว้วางใจกัน เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา การทำงานจึงมุ่งเป้าหมายเดียวกัน จึงทำงานอย่างสอดคล้องกัน สร้างการมีส่วนร่วม ยื่นมือ เกื้อกูล เสียสละ หลอมรวมให้ไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เมื่อนั้นทีมงานก็จะเข้มแข็ง ดังนั้น ความเข้มแข็งของทีมงานที่พร้อมจะระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่จะเป็นจริงได้ ก็ด้วยการเห็นคุณค่าในคนที่เรามีสัมพันธ์ด้วย นั่นเอง

ท่านในฐานะผู้นำ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้มแข็ง ความเชื่อมั่น ความมั่นคงทางอารมณ์ให้กับตนเอง ด้วยการเห็นตนเองมีค่า เพื่อยกระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำทีงานให้สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมและสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างเป็นหนึ่งเดียว มีเอกภาพ