สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

ในวันที่เรามีความสามารถในการหารายได้ลดลง เรี่ยวแรงถดถอย แม้จะมีเงินเก็บมากมายแต่คงไม่อาจสู้ได้กับค่าเงินเฟ้อที่อาจทำให้เงินเก็บของเรานั้นมีค่ามากพอที่จะเอาตัวรอดได้ในยุคสมัยใหม่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันเกษียณจะเป็นช่วงเวลาแห่งความลำบากและต้องพึ่งพาตัวเองเพียงลำพังเสมอไป แต่แท้จริงแล้วเป็นวัยที่ได้รับสิทธิประโยชน์การดูแลจากรัฐบาลอยู่ไม่น้อยแม้จะไม่เท่าต่างประเทศที่ประชาชนต้องเสียภาษีในราคาแพงแต่สามารถแลกด้วยสวัสดิการวัยชราให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มิหนำซ้ำเราอาจพลาดการใช้บางสิทธิไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

ส่วนลดครึ่งราคา

สิทธิประโยชน์แรกที่ให้กับผู้สูงอายุและเยาวชนก็คือ ตั๋วเดินทางครึ่งราคา เช่น ราคาตั๋วรถโดยสาร ขสมก., บขส., รถไฟฟ้าใต้ดิน, เรือด่วนเจ้าพระยา (จะต้องทำบัตรที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม ท่าน้ำสาทรทั้งหมดจะได้รับสิทธิจ่ายเพียงแค่ครึ่งราคา)

สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟจะได้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะเดือน มิ.ย.-ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่มีผู้โดยสารเดินทางไม่มากนัก หากเดินทางในช่วงเวลาอื่นผู้สูงอายุจะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 100 บาท

เข้าชมฟรีและมีครึ่งราคา

เที่ยวที่ไหนก็มีแต่คนคอยให้การต้อนรับขับสู้ราวกับเป็นบ้านของเราเอง สถานที่ท่องเที่ยวของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวนสัตว์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีทั้งให้เข้าชมฟรีเพียงแค่แสดงบัตรประชาชน หรือบัตรผู้สูงอายุเพื่อเข้าชมฟรี

สำหรับโครงการหลวงหรือสถานที่เอกชน ที่เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สถานที่เหล่านี้พร้อมมอบกำไรคืนสู่สังคมด้วยการลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ เช่น พระตำหนักดอยตุง พร้อมมอบสิทธิลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ สวนสัตว์เชียงใหม่และสวนสยาม ก็ให้สิทธิผู้สูงอายุจ่ายเพียงครึ่งราคาเช่นกัน

ถือว่าเหมาะแล้ว เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่แค่อยากเข้าไปเดินเที่ยวเล่น ระลึกความหลัง เข้าไปนั่งพักผ่อน อัพเดทความรู้ ไปเดินดูแลเด็กๆ ไม่ได้เข้าเล่นเครื่องเล่น หรือร่วมทำกิจกรรมภายในมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็มราคา

ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐ

หากคุณกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ายังชีพอื่นๆ รัฐมีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มิได้รับเงินรายได้ประจำจากภาครัฐ ซึ่งมีผลตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-69 ปี ให้จ่าย 600 บาท/เดือน อายุ 70-79 ปี ให้จ่าย 700 บาท/เดือน อายุ 80-89 ปี ให้จ่าย 800 บาท/เดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อเดือน ยิ่งอายุมากก็ยิ่งจ่ายมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนผู้สูงอายุที่จะมอบเงินทุนในการตั้งต้นหารายได้เสริมประกอบอาชีพ โดยแบ่งเป็นเงินทุนดำเนินการโครงการขนาดเล็ก ให้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท โครงการขนาดกลาง วงเงินไม่เกิน 5 หมื่น-3 แสนบาท และโครงการขนาดใหญ่วงเงินเกิน 3 แสนบาท

ส่วนมากแล้วโครงการที่ขอจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใหญ่ เช่น เป็นโครงการจัดตั้งกลุ่มประกอบอาชีพของผู้สูงอายุในชุมชน เป็นต้น หากมีเพื่อนบ้านในวัยเดียวกันอยากรวมกลุ่มกันทำธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อย

นอกจากกองทุนกู้ยืมแล้วยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับผู้สูงอายุโดยตรง โดยให้คนละไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน ซึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หากเป็นการกู้ยืมรายกลุ่มไม่ต่ำกว่า 5 คน จะได้กู้ยืมในวงเงิน 1 แสนบาท และต้องใช้ผู้ค้ำประกันในจำนวนเท่ากับผู้ยืม

การชำระคืนคิดเป็นรายเดือน ไม่เกิน 3 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย สามารถหาข้อมูลสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของกองทุนผู้สูงอายุได้ที่เว็บไซต์ www.olderfund.dop.go.th

แหล่งช่วยเหลือฉุกเฉิน

หากคุณไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษายังมีสิทธิประกันสังคมและสิทธิบัตรทองให้เลือกใช้ นอกจากนี้หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยังมีเงินกองทุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยถึงสถานที่เกิดเหตุโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ 1330

สำหรับเหตุฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลทีใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยทำการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีสิทธิบัตรทองหรือบัตรประกันสังคมดูแลอยู่ได้

ช่วยให้คุณปลอดภัยและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง หลายท่านอาจจะบอกว่าซื้อประกันสุขภาพไว้แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าประกันสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งกรมธรรม์ที่มีคนร้องเรียนเรื่องการไม่ดูแลและข้อยกเว้นที่ปกปิดในเอกสารมากที่สุด อีกทั้งเมื่ออายุเกิน 80 ปี ก็ไม่มีบริษัทประกันที่ไหนกล้าให้เราทำประกันกับเขาอีกแล้ว

ดังนั้น ศึกษาเรื่องประกันสังคมและสิทธิบัตรทองไว้ก่อนก็ดี เพื่อที่คุณจะไม่ต้องเสียเงินหลายหมื่นบาทกับสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง

ข่าวอื่นๆ