น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย กับรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดี
ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2552
โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2552 ถึงหนังสือเล่มแรกของท่าน “บรรพชาปวัตน์คำกลอน” ที่ชนะรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดีในปี 2514 และปัจจุบันสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ได้ตีพิมพ์ขึ้นใหม่ ได้รับรู้ถึงเรื่องราวและหนังสือของท่าน รวมทั้งตัวรางวัลเคนเนดีที่น่าสนใจยิ่ง จนต้องพูดกับตัวเองว่า ไม่ดีแน่ถ้าจะเก็บเรื่องดีๆ แบบนี้ไว้เพียงคนเดียว
ในปี 2514 มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี ได้ออกประกาศเชิญชวนให้คนไทยแต่งหนังสือเข้าประกวดเพื่อชิงรางวัล “เคนเนดีทางวรรณคดี” เฉพาะในปี 2514 มูลนิธิกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เรื่องที่แต่งต้องว่าด้วยวัฒนธรรมประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งของคนไทย โดยให้แต่งเป็นร้อยกรองชนิดใดก็ได้ ความยาวไม่น้อยกว่า 400 บท!
“ผมเกิดความคิดที่อยากจะลองแต่งส่งเข้าประกวดกับเขาดูบ้าง แรงจูงใจอย่างแรกคือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีไทยถูกกับนิสัยของผมอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องร้อยกรองที่ผมพอทำได้”
น.อ.ทองย้อย ตกลงใจเลือกแต่งเรื่องประเพณีการบวช มีเหตุผลง่ายๆ ว่า การบวชเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตจริงของท่าน ท่านเป็นเด็กวัดอยู่ 5 ปี ได้สัมผัสกับประเพณีการบวชอย่างใกล้ชิด ออกจากวัดไปอยู่บ้านอีก 5 ปี ได้เห็นชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลาน กระทั่งตัวเองได้บวชเป็นสามเณรแล้วก็บวชโดยญาติผู้ใหญ่เป็นเจ้าภาพ จัดพิธีบวชตามรูปแบบที่ชาวบ้านทำกันทั่วไป
“ก็เท่ากับผมอยู่ในที่เกิดเหตุมาโดยตลอด การหยิบเอาเรื่องที่มิใช่อยู่รอบตัว หากแต่อยู่ในเนื้อในตัวของผมเองมาเล่าเป็นร้อยกรอง เป็นงานที่ผมชอบ ไม่ต้องยุ่งยากในเชิงวิชาการอะไรเลย สนุกและมีความสุขดีด้วยซ้ำ”
บรรพชาปวัตน์คำกลอน เป็นกลอนสุภาพหรือที่เรียกกันว่ากลอนแปด เพราะเห็นว่าเนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องพื้นๆ เรียบๆ เหมาะบรรยายด้วยกลอนแปด ซึ่งเป็นร้อยกรองที่มีลีลาเรียบๆ เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดี ผูกเรื่องคล้ายนิทานเก่า มีตัวละครซึ่งไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็นญาติเป็นพี่ๆ น้องๆ รวมทั้งตัวคนแต่งเอง
พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นตั้งอยู่ที่วังสราญรมย์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรี ทรงเป็นประธานในพิธี พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในวันที่ 10 พ.ค. 2515 น.อ.ทองย้อย ซึ่งขณะนั้นคือ พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ขึ้นรับรางวัลด้วยตัวเอง
มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดให้มีการประกวดบทประพันธ์ชิงรางวัลทางวรรณคดีของมูลนิธิเป็นครั้งแรกในปี 2513 เพื่อเชิดชูวรรณกรรมไทยที่มีคุณค่าดีเด่น และเพื่อสนับสนุนการแต่งหนังสือของประชาชนชาวไทย ในปี 2514 บทประพันธ์บรรพชาปวัตน์คำกลอน ได้รับรางวัลสูงสุด 3 หมื่นบาท
นับเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการตัดสินให้ผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลเต็มจำนวนที่จัดสรรไว้ เพราะเห็นว่านอกจากจะประพันธ์ได้ถูกต้องตามกติกา ไม่มีข้อบกพร่องในทางวรรณคดี ยังสามารถใช้สำนวนโวหารเปรียบเทียบ ให้ความรู้ กินใจผู้อ่านเกี่ยวกับการอุปสมบทตามแบบพื้นเมืองของคนไทย เป็นการจารึกขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าชื่นชม
...“คนในบ้านโห่รับเสียงสับสน
อลวนอึงมี่ไม่มีเหมือน
บ้างอุ้มนาคจากม้าไม่ช้าเชือน
เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ”
กลอนวรรคนี้ ถูกระบุโดย ศ.เจือ สตะเวทิน หนึ่งในกรรมการในหนังสือวิทยาสารถึงกรรมการบางท่านที่วิจารณ์บทกลอนบางบทไว้อย่างไร เช่น “ในกลอนวรรคที่ว่า “เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ” (บทที่ 125) มีกรรมการท่านหนึ่งบอกไว้ว่า วรรคนี้สำคัญนัก อ่านแล้วมองเห็นภาพเลย”
เห็นภาพอย่างไรและเห็นคุณค่าเป็นประการใด เป็นเรื่องที่ผู้อ่านน่าจะได้ติดตามลองอ่านดู เชื่อว่าภาพนั้นจะเห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น จะเห็นภาพประเพณีการบวชแบบไทยๆ ที่แม้แต่มูลนิธิต่างชาติต่างภาษายังนิยม เล่มแรกพิมพ์ในปี 2519 และมีฉบับพิมพ์เผยแพร่ในภาษาอังกฤษด้วย
น.อ.ทองย้อย ลาสิกขาในปี 2517 เข้าทำงานที่มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยความสุขสงบ ขณะเดียวกันก็ยังรับใช้งานเผยแผ่พระศาสนาผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทองย้อย แสงสินชัย” ให้ความรู้แก่ผู้สนใจ ล่าสุดพิมพ์หนังสือ “บาลีวันละคำ” ซีรี่ส์บาลีเล่มละ 100 คำ พิมพ์แจกจ่ายต่อเนื่องหลายเล่มแล้ว


