เหลียวหน้ามองหลัง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกต่อการส่งเสริมและรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่เดอะโกลบอล เวลล์เนส ทัวริซึ่ม อีโคโนมี บอกว่ามีมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท และขยายตัวปีละเกือบ 10% ในปีนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กลุ่มผู้ประกอบการ 500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 จากการจัดงานในปี 2558 ที่ผ่านมา
ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ที่เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก โดยธีมการจัดงานในปีนี้คือ Thailand a Paradise for Longevity นำเสนอบริการสุขภาพของประเทศไทยที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข
การจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการด้านบริการสุขภาพของประเทศไทย ได้ร่วมประชุมและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ (Buyer) ซึ่งเป็นตัวแทนขายบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจากทั่วโลก ที่สำคัญคือร่วมนำเสนอภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางบริการสุขภาพที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข โดยมีกลุ่มผู้ซื้อจำนวน 60 ราย จาก จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ลาว เมียนมา เวียดนาม ออสเตรเลีย รัสเซีย เป็นต้น และจะมีกิจกรรมพาผู้ซื้อไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ของบริการเพื่อสุขภาพในประเทศไทยด้วย
เส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Health Tourism) หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกต่อการส่งเสริมและรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
โดยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ตามกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งมีความพร้อมในด้านบริการทางการแพทย์และบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ บริการด้านการแพทย์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย ได้แก่ การตรวจเช็กสุขภาพ การทำเลสิก ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม การผ่าตัด และการพักฟื้น เป็นต้น
นอกจากนี้ บริการด้านแพทย์ทางเลือกของไทย อาทิ นวดแผนไทย และสปา ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีขอบเขตกว้างขวางโดยครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางการแพทย์และการแพทย์ทางเลือก จึงเป็นการยากที่จะกำหนดขนาดของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในส่วนที่ใช้บริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนนั้น สามารถประเมินขนาดของตลาดในเบื้องต้นได้จากสถิติการเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทยของชาวต่างประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 60 จะเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และร้อยละ 40 เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
ในงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ผู้ประกอบการโรงพยาบาลและคลินิกไทยชั้นนำของไทยร่วมโชว์นวัตกรรมทางการเเพทย์แห่งศตวรรษ ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก
การดำเนินงานในระยะเร่งด่วน ภายใน 2 ปี พ.ศ. 2559-2560 เร่งจัดทำระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติ (Landed Fee) การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนนำร่อง 7 จังหวัด ขยายเวลาพำนักในไทย กรณีเข้ารักษาพยาบาลกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน จาก 14-30 วัน เป็น 90 วัน จัดทำแพ็กเกจสุขภาพพัฒนาสถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชนรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการเชิงสุขภาพ
ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มมาตรการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยเพิ่มมากขึ้นรวม 90 วัน สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลาพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) เป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ชาวต่างชาติจาก 14 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกของประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากยิ่งขึ้น
นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ระดับโลก จำนวน 58 โรงพยาบาล มากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากบริการทางการแพทย์ทั่วไปที่ให้บริการแล้ว ประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Functional & Regenerative Medicine หรือ สมุทัยเวชศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งศตวรรษ เน้นการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันแบบบูรณาการ (Preventive & Holistic approach) เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Longevity) ซึ่งเป็นเทรนด์การรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางของการบริการสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging แห่งภูมิภาคนี้ เรามีแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน American Academy of Anti-Aging Medicine Certified จำนวน 500 คน ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
มุมมองนักวิชาการเห็นอนาคตสดใส
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็น 2 ประเภทหลักดังนี้ 1.การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในที่พักแรม หรือนอกที่พักแรมอย่างถูกวิธี ตามหลักวิชาการและมีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง
2.การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพ (Heath Healing Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวไปรับบริการบำบัดรักษาสุขภาพการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การทำฟันและการรักษาสุขภาพฟัน การผ่าตัดเสริมความงาม การผ่าตัดแปลงเพศ และอื่นๆ เป็นต้น โดยทั่วไปจึงมักมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่บรรจุโปรแกรมการเข้ารับบริการบำบัดรักษาโรค การรักษพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพจึงเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มุ่งประโยชน์ต่อการรักษาฟื้นฟูสุขภาพนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ
นพปฎล ธาระวานิช อาจารย์ประจำวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความคิดเห็นในรายการวิสดอม อเจนดา ว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยนั้นมีมานานพอสมควรแล้ว อยู่ในแผนพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยว
“มีนักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพค่อนข้างเยอะและมีอัตราการเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลาง มีการส่งเสริมในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่ 2 มิติใหญ่ๆ การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อความสุขสงบของร่างกายและจิตใจ เช่น การไปนั่งทำสมาธิ การไปนวด การไปสปาและอบตัวสมุนไพร ในอีกมิติหนึ่งคือการท่องเที่ยวในการรักษาโรคบำบัดฟื้นฟูร่างกายต่างๆ
ตอนนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น หรือลองสเตย์ ที่เกื้อหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ใช้เวลานานมากกว่า 30 วันขึ้นไปถือเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งมีหลายๆ เรื่อง ความพร้อมในการบริการทางการแพทย์ในเรื่องการรักษาฟื้นฟูต่างๆ แล้วคนไทยมีอัธยาศัยต้อนรักษาเป็นอย่างดี รวมถึงค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างต่ำ”
นพปฎล บอกว่า โลกของเราที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อให้อายุตัวเองยืนยาวขึ้นอีก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาในเมืองไทย อนาคตท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทำรายได้ให้มากขึ้น และต้องให้นักท่องเที่ยวอยู่ได้นานขึ้น แต่มีจุดอ่อนคือเรื่องการสื่อสารด้านภาษาต่างประเทศ
การเสวนา Medical Tourism in SEA and A Case of Thailand หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีก 1 การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ประเทศในอาเซียนถือเป็นผู้นำระดับสากล การเดินทางข้ามประเทศเพื่อหาทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือบำรุงดูแลรักษาสุขภาพในต่างแดนเป็นอีกหนึ่งเทรนด์มาแรงและเป็นธุรกิจทำเงินของประเทศในอาเซียน หลังจากประเทศขายดีเชิงสุขภาพระดับโลก ได้แก่ อันดับ 1 ประเทศไทยตามมาด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
ดร.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก มีขนาดใหญ่มากและมีจำนวนผู้เข้ารับบริการถึง 4 ล้านคน/ปี เหตุผลส่วนใหญ่คือการบริการที่มีคุณภาพ ความรวดเร็วในการรักษา รวมถึงเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย
“อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลเข้ามารับบริการจากนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวและกลุ่มที่ใช้สวัสดิการการทำงานเดินทางมาใช้บริการด้านการรักษาสุขภาพในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการบริการด้านการแพทย์ของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการแพทย์อีกหลายมิติที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญ แต่การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังขาดการประชาสัมพันธ์และทำการตลาดยังไม่มากนัก เป็นที่มาของการวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ”
ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผู้ประกอบการอาจจะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ จีน และบางประเทศในอาเซียน (เวียดนาม อินโดนีเซีย) ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ในขณะที่ระบบสาธารณสุขในประเทศดังกล่าวอาจจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ ส่งผลให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลยังต่างประเทศ และไทยก็น่าจะเป็นหนึ่งประเทศเป้าหมายสำหรับลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับตัวและชูกลยุทธ์การตลาดและการให้บริการที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศ


